ธานี ชัยวัฒน์ : “ไม่ได้เกลียดแต่กลัว อยู่ร่วมกันได้แต่ไม่อยากอยู่ใกล้กัน” เข้าใจพฤติกรรมและการทำงานสมองของตัวเอง ผ่านอคติต่อคนไร้บ้าน

“ไม่มีใครรู้สึกโอเคแต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร” เป็นระบบการทำงานของสมองและส่งผลถึงพฤติกรรม ต่อประเด็น ‘คนไร้บ้าน’ จาก รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้สึกไม่โอเค คือการทำงานของสมอง 

ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร คือพฤติกรรม 

สอดคล้องกับคนทั่วไปอายุ 18 ขึ้นไปที่บอกว่า รู้สึก‘กลัว’ คนไร้บ้าน ไม่สบายใจเมื่อต้องเดินผ่านหรือใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน (ผลจากการ จากการศึกษาสถานการณ์อคติต่อกลุ่มคนเปราะบางของ ‘โครงการสร้างสังคม DEE (Diversity, Equity and Empathy): โดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) 

ความกลัว หรือ รู้สึกไม่โอเคเหล่านี้ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอย่างอ.ธานี มีคำอธิบายผ่านการทำงานของสมองและพฤติกรรม ที่ขีดเส้นใต้ตัวโตๆ ว่า “ไม่ได้แปลว่าคนดีหรือคนเลว” แต่การทำความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเราถึงรู้สึกอย่างนั้น อาจทำให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์ในตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ต่างจากความเป็นมนุษย์ของคนไร้บ้าน

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม อคติคืออะไร

แท้จริงแล้ว อคติ คือกระบวนการคิดที่เบี่ยงเบนออกไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น เช่น เรามีอคติในการชอบปัจจุบันมากๆ แต่เราอดทนได้น้อย เรามีอคติกับการทำตามคนอื่น เห็นคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร เราก็มีแนวโน้มที่จะคิดไปในแนวทางนั้น เราจะมีความเป็นตัวของตัวเองน้อย หรือว่าอคติที่กลัวความสูญเสีย กลัวอันตรายมากกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เรากล้าที่จะเผชิญความเสี่ยงน้อยลง

อคติเปลี่ยนยากไหม

ถ้าในมุมทางทฤษฎี อคติเปลี่ยนยาก ยากมากหรืออาจเปลี่ยนไม่ได้เลย แต่ภาพลวงตาเปลี่ยนได้ เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างอคติ และภาพลวงตาก่อน เช่น คนไทยมีความคิดเหมารวมว่า คนไร้บ้านติดยาเสพติด ดื่มสุรามาก ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่อคติ แต่เป็นภาพลวงตา (Illusion) ที่คนส่วนใหญ่ตีความเอาเอง หรือคิด ตัดสินไปแล้วว่าคนไร้บ้านเป็นแบบนั้น

ภาพลวงตามีความสัมพันธ์กับอคติในบางมิติ ถ้าเขาได้รับรู้ว่าความจริงว่าเป็นเช่นไร หรือเขาถ้าได้ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ภาพลวงตาเหล่านี้อาจจะหายไปได้ ถ้าภาพลวงตาเหล่านี้หายไป โจทย์หรือปัญหาบางอย่างในสังคมก็อาจจะลดลงด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เราถูกสอนให้กลัวตำรวจตั้งแต่เด็ก เช่น ถ้าตอนเด็กเราร้องไห้ แม่จะพูดว่าถ้าไม่หยุดร้องจะเรียกตำรวจมาจับ ถามว่า โตขึ้นเราหายกลัวตำรวจไหม คำตอบคือ มันก็ดีขึ้น แต่ว่าลึกๆ เราก็จะยังคงมีระยะห่างจากตำรวจอยู่ ทั้งๆ ที่ตำรวจก็ไม่ได้ผิดอะไร ภาพลวงตาที่เกิดขึ้นเช่นนี้แก้ยาก แต่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องหรือชุดความจริงที่น่าเชื่อถือได้จะช่วยแก้ภาพลวงได้

กระบวนการที่เราจะสามารถคิดอย่างลึกซึ้งได้ มันมาจากไหนได้บ้าง

ความรู้สึกไม่เป็นกลุ่มเดียวกับคนไร้บ้าน เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เพราะเวลาที่เราพูดถึง Cultural Difference ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เวลาที่เราซึ่งเป็นคนผิวขาว ตัวเล็ก หน้าคม หน้าตาเป็นแบบเอเชียน ส่วนอีกคนมีผิวคล้ำ ตัวใหญ่ มันเกิดความรู้สึกไม่เป็นพวกเดียวกันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ มันอาจไม่ได้มาแค่จากร่างกายภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว คนที่ตีกอล์ฟทุกวันกับคนที่ดูมวยไทยทุกวันก็อาจจะคุยกันได้ แต่ไม่ได้เข้าใจกันมากนัก เพราะฉะนั้นความแตกต่างเหล่านี้จึงเป็นเรื่องปกติ ยิ่งในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ความแตกต่างก็จะยิ่งมาก ดังนั้นการเข้าใจว่าความรู้สึกมีระยะห่างเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่าดีหรือเลว คือจุดตั้งต้นที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจ

โจทย์สำคัญในลำดับถัดมาคือ เราจะลดความรู้สึกแตกต่าง ทำให้คนเข้าใกล้กันมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งคงไม่ถึงขั้นที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกันได้

และในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม *อคติที่ส่งผลต่อการมองคนไร้บ้านมี 3 อย่าง ได้แก่ 

1. FAE : Fundamental Attribution Error หรือ  ‘อคติสรุปนิสัย’ คือ อคติที่มนุษย์มักโยนสาเหตุของพฤติกรรมคนอื่นให้เป็นเพราะนิสัยตัวบุคคล มากกว่าจะมองว่าเขาอาจถูกบีบโดย บริบทหรือโครงสร้างสังคม 

หมายถึง การที่คนจำนวนมากมักจะมองเห็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากนิสัยส่วนตัวมากกว่าโครงสร้างทางสังคม เช่น เห็นคนไร้บ้าน ก็มักจะคิดว่าที่คนเหล่านั้นเป็นคนไร้บ้าน เป็นเพราะพวกเขาขี้เกียจ ไม่ทำงาน จึงไร้บ้าน เป็นการมองเห็นปัญหาแล้วโทษพฤติกรรมส่วนบุคคลมากกว่าโทษระบบ การคิดเช่นนี้ เป็นวิธีการที่ง่าย ไม่หนักสมอง ทั้งนี้การคิดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นคนดีหรือคนเลว

ยกตัวอย่าง เราเห็นเพื่อนคนนี้ทำงานแล้วไม่ได้เลื่อนขั้นเสียที เราก็อาจจะรู้สึกว่าที่เขาไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นเพราะเขาเป็นคนพูดจาไม่ดี แต่แท้จริงแล้วการที่เขาไม่ได้เลื่อนขั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการพูดจาไม่ดี เพราะคนพูดจาไม่ดี ได้เลื่อนขั้นก็มีมากมาย แต่เขาอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโครงสร้างต่างๆ เช่นเดียวกัน คนไร้บ้านก็เกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งความยากจน การว่างงาน อายุขัยที่มากขึ้นแล้วสุขภาพไม่ดี หรือความพิการ ความสามารถบางด้านไม่สมบูรณ์ เป็นต้น

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสังคมไม่ได้ให้คำพูดหรือคำอธิบายง่ายๆ กับเรา ยกตัวอย่าง คนพิการอาจจะไม่พิการก็ได้ ถ้าโครงสร้างทางสังคมรองรับการพิการนั้นดีพอ เช่น คนที่เดินไม่ได้เขาอาจจะไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ถ้าทางเดินเท้ามันเดินได้อย่างสะดวก เพราะฉะนั้นแปลว่าเมื่อเขาพิการแล้วเขาทำอะไรไม่ได้อย่างที่ควรเป็น นั่นเพราะโครงสร้างสังคมไม่เอื้ออำนวยให้ความพิการของเขากลายเป็นความปกติ

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เมื่อคนเห็นคนไร้บ้าน คนจะนึกถึงความขี้เกียจ ความไม่สะอาด ความพูดจาไม่รู้เรื่อง ความไม่ปกติ และความไม่ดีของคนไร้บ้าน ซึ่งแต่ละสังคมมีความคิดต่อคนไร้บ้านแตกต่างกันไป

ถ้าเราถอยกลับไปดูการ์ตูนไทยในวัยเด็ก การ์ตูนจะแสดงภาพเด็กดีกับเด็กไม่ดี เด็กที่ขโมยของคือเด็กไม่ดี เด็กที่เก็บของไปคืนครูคือเด็กดี แล้วเด็กดีคนนั้นก็จะไปฟ้องครู ครูก็จะมาสอนว่าอย่าไปขโมยของเพื่อน แต่ถ้าไปอ่านนิทานของหลายประเทศ นิทานจะเล่าว่าเด็กจะรวมกลุ่มกันแล้วไปหาคำตอบว่า ทำไมเขาถึงขโมยของ แล้วก็พบคำตอบว่า เพราะบ้านเขาจน แล้วสอนว่าเราจะช่วยแก้ความจนเขาได้ไหม สอนได้อย่างไร ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิธีการสอนเรื่องความดีความเลวที่แตกต่างกันของแต่ละสังคม ซึ่งการสอนของสังคมไทยเป็นการสอนแบบชั้นเดียว อันส่งผลต่อการตัดสินผู้อื่นของคนในสังคมไทยด้วย

ฉะนั้นเวลาที่เรามองคนไร้บ้าน เราอาจต้องตั้งคำถามให้ลึกลงไปอีกว่า ที่เขาเป็นคนไร้บ้าน เขาอยากจะเป็นคนไร้บ้านไหมหรือจำเป็นต้องเป็นคนไร้บ้าน เนื่องจากอยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข มีความรุนแรงในครอบครัว ต้องการออกมาหางานทำ แต่งานก็หายากมากเลย หรือบางคนอายุมากแล้วทำงานไม่ไหว หางานไม่ได้จริงๆ กลับไปบ้านก็ไม่กล้าไปสู้หน้าคน แบบนี้มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

ผมเคยทำงานเรื่องคนไร้บ้าน พบว่าอาชีพสุดท้ายก่อนที่คนจะเป็นคนไร้บ้าน คือ แรงงานนอกระบบ ซึ่งแปลว่า คนไร้บ้านจำนวนมากเขาอยากหางานทำนั่นแหละ เพราะถ้าเขาเป็นมนุษย์ออฟฟิศแล้วเขาตกงาน เขาต้องไปเป็นแรงงานนอกระบบ แปลว่าเขาพยายามที่จะเอาตัวไปหางานแล้ว แต่บางครั้งแรงงานนอกระบบที่เป็นแรงงานรายวัน มีความไม่แน่นอนสูง วันนี้มีกิน พรุ่งนี้ไม่มีกิน มะรืนมีกิน อีกสามวันไม่มีกิน เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็จะต้องคิดว่าเขาจะทำอย่างไรดี การไปเก็บของเก่าขายตามถังขยะ หรือการขอคนอื่นกิน ในฐานะคนไร้บ้านน่าจะตอบโจทย์ความอยู่รอดของเขามากกว่าการทำงานนอกระบบ คนเหล่านี้จึงตัดสินใจเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งจริงๆ มันสะท้อนความพยายามขวนขวายที่จะมีชีวิตที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว

2. Availability Heuristic หรือ Stereotype Heuristic  หรือ ‘อคติคิดไว’

เป็นกระบวนการคิดแบบลัดที่สมองเลือกใช้ ข้อมูลที่จำง่าย นึกออกเร็ว หรือเคยเห็นบ่อย มาเป็นฐานในการตัดสิน เช่น ข่าวโจรกรรมที่ออกบ่อยทำให้รู้สึกว่า “อันตรายขึ้น” ทั้งที่อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง 

ถามว่าพอเราเห็นคนไร้บ้าน เรานึกถึงอะไร สมองของเรามีความคิดที่ผุดขึ้นอย่างเร็วๆ ว่า คนไร้บ้านคนนี้เค้าติดยาเสพติด ติดเหล้ารุนแรง มีอาการทางจิตเวช ไม่มีงาน ทำสกปรก หรือภาพในสมองของเรา คิดแค่ว่า คนไร้บ้านไม่อาบน้ำ เท่านั้น

ลองคิดตามว่า ถ้าบอกคุณว่า อย่านึกถึงเพนกวิน อย่านึกถึงเพนกวิน อย่านึกถึงเพนกวิน” แน่นอนว่าสิ่งที่คุณคิดถึง ก็คือ เพนกวิน

แต่ถ้าบอกคุณใหม่ว่า “อย่านึกถึงเพนกวินสีชมพู อย่านึกถึงเพนกวินสีชมพู อย่านึกถึงเพนกวินสีชมพู” แน่นอนว่าสิ่งที่คุณคิดถึง ก็คือ เพนกวินสีชมพู ทั้งๆ ที่เพนกวินสีชมพูไม่มีในโลก

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึง อคติคิดไว หมายความว่า ภาพที่อยู่ในหัว เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่จะตีความได้ เช่นเดียวกับเมื่อเราได้ยินคำว่า คนไร้บ้าน แทบจะไม่มีใครถอยกลับไปคิดว่า เราไม่ควรไป Stereotype คนไร้บ้าน และยิ่งการมีคนไร้บ้านในสังคมอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตด้วยแล้ว สมองของหลายคนจึงทำงานเร็วๆ คิดแบบ Heuristics และอีกเช่นกันการคิดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่คิดเช่นนี้เป็นคนไม่ดี และเขาก็อาจไม่ได้ตั้งใจจะคิดแบบนั้นด้วย

3. System Justification หรือ ‘อคติยอมรับระบบ’

คือ ความโน้มเอียงที่มนุษย์จะ มองว่าระบบหรือระเบียบสังคมที่ดำรงอยู่เป็นเรื่องปกติและเปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้จะมีข้อเสียหรือไม่ยุติธรรมก็ตาม เช่น การมองว่าความเหลื่อมล้ำ “มันก็เป็นอย่างนี้มาตลอด” ทำให้ขาดแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลง

ในบริบทนี้ หมายถึง การที่คนเรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่า ระบบที่เป็นอยู่มันก็เป็นอย่างนี้แหละ เปลี่ยนยาก ทำอะไรไม่ได้มาก ความรู้สึกแบบนี้จึงทำให้เขา ‘ทำใจ’ ว่ามันก็เป็นอย่างที่มันเป็น ปล่อยไป ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ใครจะเผชิญกับชีวิตของแต่ละคนอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะต่อให้เราอยากจะทำ ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้อยู่ดี

อคติทั้ง 3 อย่างทำให้ทุกคนไม่ได้รู้สึกโอเคกับสังคมที่เป็น หรือที่จะเห็นคนไร้บ้านเดินอยู่ริมถนน แต่ก็ไม่มีใครทำอะไร

สำหรับอาจารย์ สังคมเหลื่อมล้ำได้หรือไม่

ในมุมเศรษฐศาสตร์ สังคมเป็นสังคมที่เหลื่อมล้ำได้ ถ้าอยู่บนพื้นฐานของความพยายาม คือ ถ้าใครทุ่มเทพยายามมาก ก็ควรได้รับผลตอบแทนกลับมามากด้วย ใครมีความฉลาดมาก ก็ควรได้รับผลตอบแทนสูง เพื่อให้สังคมโดยรวมพัฒนาได้ แต่สังคมไม่ควรเหลื่อมล้ำบนพื้นฐานของโชค ไม่ควรเกิดความเหลื่อมล้ำเนื่องจากเกิดมาเป็นลูกคนรวย ลูกคนมีสถานะ แล้วยังคงรักษาสถานะได้ตลอดไป

ความใจบุญสุนทานแก่คนยากไร้ มันยิ่งไปตอกย้ำอคติหรือเปล่า 

อคติที่เกี่ยวข้องกับความใจบุญสุนทาน ในทางทฤษฎีมีชื่อว่า Identifiable Victim Bias คือ อคติที่เกี่ยวกับเหยื่อที่ระบุตัวตนได้ ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันเรามีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา จำนวนมาก ประมาณ 5,000-6,000 คนต่อปี วันหนึ่งรัฐบาลบอกว่ามีงบไม่พอ ขอรับบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากการศึกษาเหล่านี้ สมมุติว่ารัฐบาลไม่มีคอร์รัปชัน กองทุนนี้ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ และกองทุนก็ถูกเอาไปช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้จริงๆ เมื่อเวลาผ่านไปเงินบริจาคที่เข้ากองทุนนี้อาจไม่สูงมากนัก สมมติว่าได้เงินบริจาคเข้ากองทุน 300,000 บาท

เปรียบเทียบกับเด็กหญิงมะลิที่บ้านยากจน อยู่กับยาย ตอนนี้ไม่มีเงินเรียนแต่เด็กหญิงมะลิฝันอยากเป็นหมอ ขอรับเงินบริจาคจากคนในสังคมโดยตรง ปรากฏว่าเงินบริจาคที่ให้โดยตรงแก่เด็กหญิงมะลิอาจสูงถึง 10 ล้านบาทก็ได้ ถามว่าความแตกต่างของการบริจาคในสองกรณีนี้อยู่ตรงไหน ทั้งๆ ที่ก็เป็นเงินบริจาคเพื่อการศึกษาเช่นเดียวกัน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะในมุมของผู้บริจาค ถ้าผู้บริจาคจะควักเงินของตนเองออกมา 1,000 บาท ถ้านำเงินนี้ไปช่วยกองทุน ผู้บริจาคไม่รู้ว่าเงิน 1,000 จะไปมีประโยชน์ตรงไหนในกองทุนนี้ เงินจำนวนนี้เอาไปทำอะไร ซื้ออาหาร ซื้อเสื้อผ้า ชุดนักเรียน จ่ายค่าเทอมหรืออะไร แต่การบริจาคให้เด็กหญิงมะลิโดยตรงอย่างน้อยผู้บริจาครู้ว่าเด็กหญิงมะลิไม่โกง เป็นอาหารให้เด็กหญิงมะลิและคุณยายได้กินห้าวัน คนบริจาครับรู้ถึงความรู้สึกยินดีมีความสุข และเพราะว่ากรณีของด.ญ.มะลิ คือ เหยื่อที่ระบุตัวตนได้ทำให้คนบริจาครู้ว่าเงิน 1,000 บาทมีค่าแบบไหน

ประเด็นการบริจาคนี้ เกี่ยวพันกับประเด็นที่น่าสนใจ 2 ประการ คือ

หนึ่ง การช่วยแบบ Identifiable Victim ทำให้การปฏิรูประบบเกิดได้ยาก เพราะการช่วยแบบระบุตัวตนเช่นนี้จะไปชะลอความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และเพราะว่าการปฏิรูประบบจะคุ้มมากขึ้นเมื่อความเสียหายนั้นหนักหน่วงมากพอ

สอง คนบริจาค ไม่ได้ตั้งความหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบ (System Justification) พวกเขาคิดว่า มีอะไรให้ช่วย ก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ อย่าไปคิดมาก มันก็เป็นของมันแบบนี้แหล่ะ ซึ่งการบริจาคเป็นรอบๆ เช่นนี้ เป็นการยืดอายุปัญหา ไม่ได้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้

แล้วข้อมูลแบบไหนที่ทำให้เรามองคนไร้บ้านด้วยอคติที่น้อยลง

หนึ่ง ต้องให้ความรู้ในเชิงระบบเพื่อแก้ ‘อคติสรุปนิสัย’ ทำให้คนเห็นถึงปัญหาเชิงระบบ เช่น ตลาดงานที่ยาก การแข่งขันสูงมากจนคนที่มีศักยภาพน้อยกว่าแทบจะแข่งขันไม่ได้เลย การไม่มีรายได้ตั้งต้นและสวัสดิการดีพอทำให้เขาไม่ได้ดูแลสุขภาพตัวเองในเวลาที่ยังต้องทำงานอย่างหนัก

สอง ต้องทำให้สังคมมองคนไร้บ้านในมิติที่หลากหลาย เพื่อลด อคติสรุปนิสัย ทำให้ยอมรับว่าคนไร้บ้านมีทั้งดีและไม่ดี สื่อควรทำให้เห็นโครงสร้างว่าคนไร้บ้านมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่อยากหางานทำ กลุ่มที่เจ็บปวดจากความสูญเสีย และกลุ่มที่ต้องดูแลด้านจิตเวช

สาม สร้างโครงการที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วม เช่น การออกแบบบ้าน การออกแบบระบบงาน จะช่วยให้คนมีความหวังและมองเห็นว่าระบบเปลี่ยนแปลงได้ การมีส่วนร่วมเช่นนี้จะสามารถแก้ไข อคติยอมรับระบบได้

เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรเปราะบางกลุ่มอื่นๆ คนไร้บ้านมีจำนวนน้อย แล้วยิ่งไปเปรียบเทียบกับประชากรทั้งประเทศ ก็ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ คำถามคือ ทำไมเราต้องสนใจคนไร้บ้าน

เมื่อพูดถึงคนไร้บ้าน โดยทั่วไปเราจะดูจำนวนคนไร้บ้านแบบสถิติ (Statics) ณ จุดใดจุดหนึ่งของช่วงเวลา ทั้งๆ ที่ คนไร้บ้าน 1,000 คนปีนี้ กับคนไร้บ้าน 1,000 คนปีในหน้า อาจจะไม่ใช่คนเดียวกัน มันมีคนเข้าคนออก ถ้ามองคนไร้บ้านในเชิงไดนามิก(กลุ่มประชากรที่มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวตลอด) ที่นับชื่อหรือนับหน้าคน 3 ปีผ่านไป จำนวนคนไร้บ้านอาจจะหมุนเวียนมากกว่าที่เราคิด แต่การหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าใหม่อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป อาจเกิดกรณีของคนไร้บ้านบางคนที่ไปหางานทำแล้ว อาจเป็นกรณีของคนไร้บ้านที่เสียชีวิตแล้ว บางคนอาจกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชไปแล้ว ซึ่งหากเรานับรวมคนไร้บ้านทั้งหมดจริงๆ อาจมีจำนวนมากกว่าที่คิด

การไร้บ้านเป็นปัญหาที่น่าสนใจ เพราะคนไร้บ้านจะเผชิญกับปัญหาครอบครัวและปัญหารายได้ไปพร้อมกัน ครอบครัวที่มีปัญหาทะเลาะกันในบ้านแต่มีรายได้ คนจากครอบครัวเหล่านี้ก็ไม่เป็นคนไร้บ้าน ส่วนคนที่ไม่มีรายได้แต่มีบ้านที่อยู่อาศัย ก็ไม่เป็นคนไร้บ้านเช่นกัน เป็นเพราะฉะนั้นคนไร้บ้านเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่กำลังฟ้องว่าปัญหาสังคมไทยมีความทับซ้อนมากๆ และการที่จำนวนคนไร้บ้านมีการหมุนเวียน มีหมายความว่าคนจำนวนมากในประเทศไทยมีโอกาสเป็นคนไร้บ้าน

อาจารย์เคยพูดว่าสังคมแบบนี้ที่ทำให้คนทั่วไปกลายเป็นคนเปราะบางได้ชั่วข้ามคืน อยากให้อธิบายเพิ่มเติม

เมื่อพูดถึงความเปราะบาง จะหมายถึง คนที่เผชิญกับภาวะ Shock จากอะไรบางอย่าง แล้วเขาสามารถปรับตัวตอบสนองกับภาวะ Shock นั้นได้ เราจะเรียกสิ่งนั้นว่าเปราะบางเพราะมันพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

สำหรับสังคมไทย เป็นที่รับรู้กันว่าความรุนแรงในครอบครัวมีไม่น้อยเลยทีเดียว และเมื่อใครคนใดก็ตามที่ไม่สามารถทนต่อความรุนแรงในครอบครัวของตัวเองได้ เขาจะออกจากครอบครัวมา แต่สังคมไทยไม่มีสวัสดิการของรัฐใดๆ รองรับ บ้านชั่วคราวไม่มี งานหาไม่ได้ เงินเลี้ยงชีพไม่มี สุดท้ายจึงกลายเป็นคนไร้บ้าน

บางคนตัดสินใจออกจากบ้านมา ก็เป็นคนไร้บ้าน นอนในที่สาธารณะที่ตัวเองไม่เคยนอนมาก่อนในชีวิต อยู่ไปสักสองสามวันทนไม่ไหว กลับบ้าน กลับไปก็ทะเลาะกันอีก อยู่บ้านไม่ได้ ก็ออกจากบ้านมาอีก ออกจากบ้านมาเป็นคนไร้บ้าน สองสามอาทิตย์ต่อมา ก็ทนเป็นคนไร้บ้านไม่ได้อีก จิตใจไม่เข้มแข็งพอก็เป็นจิตเวช แล้วพอไปเป็นผู้ป่วยจิตเวชก็ไม่นับเป็นคนไร้บ้านเพราะกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช และโรงบาลจิตเวชก็ไม่รู้ว่า เขาเป็นคนไร้บ้าน แปลว่าการที่เราเห็นคนไร้บ้านมีจำนวนน้อยอาจเพราะ

หนึ่ง จำนวนหนึ่งกลายไปเป็นผู้ป่วยจิตเวช

สอง คนไร้บ้านคนที่นอนในที่สาธารณะ ในทางการแพทย์ เขาจะมีอายุเฉลี่ยสั้นลงประมาณเกือบสิบปี ถ้าพูดภาษาง่ายๆ ก็คือเขาตายไปเยอะ ก็เลยเหลือจำนวนคนไร้บ้านน้อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นมันไม่ได้แปลว่าอย่างนั้นเสมอไป

และสาม ความท้าทายใหม่ในกลุ่มนี้ คือ การฆ่าตัวตาย

จากการสำรวจคนไร้บ้าน พบผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาจเนื่องจาก คนไร้บ้านที่เป็นผู้หญิงอายุขัยจะยิ่งสั้นลงกว่าผู้ชาย และผู้หญิงอีกจำนวนหนึ่งที่จะกลายคนไร้บ้าน จะแปรไปเป็นผู้ค้าบริการทางเพศไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อย ทำให้ดูเหมือนผู้ชายมีโอกาสเป็นคนไร้บ้านมากกว่าผู้หญิง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การศึกษาจำนวนมาก พบว่าคนไร้บ้านจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียว หรืออยู่บ้านเดียวกับลูกที่ทะเลาะกัน แล้ววันหนึ่งรู้สึกไม่อยากเป็นภาระของลูกหลานก็อยากออกมาหางานทำ อัตราการฆ่าตัวตายของวัยนี้จึงสูงที่สุด อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องการฆ่าตัวตาย เป็นประเด็นที่ยังต้องถกเถียงกันต่อไป เนื่องจาก ในอีกด้านหนึ่งการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่คนคนหนึ่งตัดสินใจทำเพราะชีวิตมันเจ็บปวดมากจนไม่อยากอยู่บนโลกนี้ คำถามคือเขามีสิทธิแค่ไหนที่จะเลือกยุติการมีชีวิตของเขาเอง

อย่างนั้น ควรเก็บข้อมูลของคนไร้บ้านในรูปแบบไหน 

การเก็บข้อมูลที่จะทำให้สังคมมองคนไร้บ้านด้วยด้วยอคติที่น้อยลง คือ ต้องเก็บข้อมูลคนไร้บ้านรายคนข้ามช่วงเวลา สมมติมีคนไร้บ้าน 1,000 คน ให้เก็บข้อมูลแบบตามติดชีวิตแต่ละคนไปยาวๆ แต่ความยากของการเก็บข้อมูลเช่นนี้ ก็มีอยู่ไม่น้อย เช่น สมมุติว่าวันนี้ผมเป็นคนไร้บ้านแต่พรุ่งนี้ผมหางานทำได้ ผมหลุดจากการเป็นคนไร้บ้าน ก็ตามหาผมไม่เจอแล้ว และผมก็ไม่อยากให้ใครมาตามผมเจอด้วยเพราะอยากลบประวัติ ดังนั้น เราจึงไม่เคยเห็นความสำเร็จโครงการช่วยเหลือต่างๆ เช่น คนไร้บ้านสู่ตลาดงานเลย เนื่องจาก ถึงแม้ว่าในอดีตจะไร้บ้านแต่เมื่อหลุดพ้นจากความไร้บ้านแล้ว ก็ไม่ต้องการให้ใครมาตาม ก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าอดีตเคยเป็นคนไร้บ้าน

คนไร้บ้านที่สามารถตามเก็บข้อมูลได้จริงๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นคนไร้บ้านมืออาชีพ คนไร้บ้านหน้าเดิมที่มีรายได้จากการช่วยเหลือจากภาครัฐ

ที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ‘คำ’ คำว่า ‘บ้าน’ ในภาษาไทยมีความหมายที่ดีมากๆ และมีความหมายกว้างและลึกซึ้งกว่าแค่ ‘ที่อยู่อาศัย’ เมื่อเราระบุตัวคนคนใดคนหนึ่งว่าเป็นคนไร้บ้าน มันจะมีความหมายที่ลบมาก คำว่าคนไร้บ้านทำให้รู้สึกถึงคนที่ไม่มีหลักแหล่ง คนที่ไม่มีใครเอา คนที่ไม่มีความอบอุ่น คนที่สังคมไม่ยอมรับ ทำให้ไม่มีใครอยากให้สังคมรู้ว่าตนเองเป็นคนไร้บ้าน หรือเคยเป็นคนไร้บ้านมาก่อน แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘คนที่ไม่มีที่อยู่’ ความหมายในความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไป

อะไรคือวัตถุดิบสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจในประเด็นคนไร้บ้านมากขึ้น

คนรุ่นใหม่สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะในปัจจุบัน ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นมาก และความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยถูกกำหนดจากฐานะของครอบครัว ชนชั้นกลางแทบจะไม่มีหวังที่จะร่ำรวยได้เลย

คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้สนใจมิติเชิงบุคคล แต่สนใจเชิงระบบ คนกลุ่มเฉพาะคือ The Lowest of The Low คนรุ่นใหม่พร้อมจะสนใจ The Poorest of The Poor อย่างมาก แต่ถ้าไฮไลท์แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมาเลย ความสนใจจะลดลง เพราะมันจะดูเป็นเรื่องบุคคล ไม่ใช่เชิงระบบ

_________________________________________________________________

* เป็นคำศัพท์เฉพาะในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ซึ่งแปลเป็นไทยโดย รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ 

เรื่อง : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพ : สุกฤษฎิ์ ปัจจันตดุสิต
ภาพประกอบ : บัว คำดี