
“There Is No Place for Us” เรื่องราวความจริงของแรงงานไร้บ้านในอเมริกา จากงานเขียนของ Brian Goldstone
There Is No Place for Us หนังสือสารคดีของ Brian Goldstone ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานเขียนที่สะท้อนความเป็นมนุษย์นิยมที่ทรงพลังที่สุดแห่งปี ด้วยการเล่าเรื่องที่ทั้งอ่อนโยน เจ็บปวด และชวนตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคมอเมริกันร่วมสมัย
Goldstone ลงพื้นที่ติดตามชีวิตของ 5 ครอบครัวในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ‘แรงงานไร้บ้าน’ (working homeless) หรือ ผู้ที่มีงานทำ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มั่นคงได้ เพราะรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและค่าเช่าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์ดังกล่าวนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
คำว่า “แรงงานไร้บ้าน” จึงเป็นความย้อนแย้งที่สั่นคลอนหลักการค่านิยมขั้นพื้นฐานของอเมริกา ที่เคยเชื่อกันว่า หากทำงานหนัก ใช้ชีวิตสุจริต และปฏิบัติตามกฎหมาย อย่างน้อยก็ควรมีคุณภาพชีวิตพื้นฐานหรือมีบ้านสำหรับครอบครัว แต่ Goldstone ชี้ว่า ความเชื่อนี้แทบไม่เหลืออยู่แล้วในสังคมอเมริกันปัจจุบัน โดยเขายกข้อมูลสำคัญว่า
“ปัจจุบัน ไม่มีรัฐ เขตเมือง หรือมณฑลใดในสหรัฐอเมริกา ที่แรงงานค่าแรงขั้นต่ำซึ่งทำงานเต็มเวลา จะสามารถเช่าอพาร์ตเมนต์สองห้องนอนได้”
ครอบครัวที่ปรากฏในหนังสือต่างต้องทำงานอย่างหนัก หลายคนทำงานพิเศษส่งอาหาร ขายอาหารจากอุปกรณ์ครัวในห้องพักรายวัน หรือแม้แต่ขายพลาสมาเลือดของตนเองเพียงเพื่อให้มีรายได้พอประทังชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถดิ้นรนให้ทันระบบที่อยู่อาศัยบีบคั้นความเปราะบางของคนรายได้น้อยได้
ก่อนผันตัวมาทำงานสื่อ Goldstone สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาจาก Duke University และเป็นฐานในการบันทึกชีวิตของผู้ให้ข้อมูลในการทำงานของเขา เขาใช้เวลาหลายปีคลุกคลีอยู่กับครอบครัวเหล่านี้ ทั้งร่วมงานวันหยุด นั่งพูดคุยในชีวิตประจำวัน และอยู่ในช่วงเวลาที่บางคนต้องนอนในรถของตนเอง
วิธีการเขียนของ Goldstone จึงเต็มไปด้วยรายละเอียดชีวิตที่ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยน้ำเสียงเคารพต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โดยงานเขียนไม่ใช้คำอธิบายแบบ ‘โยนความผิดไปที่ตัวบุคคล’ แบบที่มักพบในวาทกรรมเรื่องคนไร้บ้าน เพราะมันชี้ให้เห็นชัดว่า สิ่งที่คนเหล่านี้ขาด ไม่ใช่ความขยันหรือความพยายาม แต่คือทรัพยากร โอกาส และระบบที่เป็นธรรม
ความรุนแรงเชิงนโยบายที่ผลักคนทำงานเข้าสู่วงจรไร้บ้าน
หนังสือสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของระบบเศรษฐกิจอเมริกันและนโยบายสวัสดิการที่ล้มเหลวต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ แม้ Goldstone จะไม่ได้ใช้คำว่า ‘ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง’ โดยตรง แต่เรื่องราวของเขากลับสะท้อนผลกระทบจากระบบรัฐ ตลาด และนโยบายที่ผลักภาระจำนวนมากให้ประชาชนต้องรับมือด้วยตนเอง
หนึ่งในเรื่องราวสำคัญคือ Britt แม่เลี้ยงเดี่ยวที่ได้รับสิทธิใช้คูปองช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน (housing voucher) ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญ เพราะหากไม่มีเงินอุดหนุนนี้ ค่าเช่าจะกินรายได้ของเธอถึง 80–90%
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับสิทธิแล้ว แต่การหาที่อยู่กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเจ้าของบ้านจำนวนมากสามารถปฏิเสธผู้เช่าที่ใช้คูปองได้ แม้บางรัฐจะมีกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติ แต่การบังคับใช้กลับล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพมากพอ
ระบบ voucher ยังเต็มไปด้วยขั้นตอนและข้อกำหนดจำนวนมาก จนทำให้เจ้าของบ้านที่มีมาตรฐานหลายแห่งไม่ต้องการเข้าร่วม ส่งผลให้ผู้ใช้ voucher มักเหลือทางเลือกเพียงที่พักทรุดโทรม ราคาสูง หรือมีสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้เช่าร้องเรียนเรื่องสภาพบ้าน เช่น น้ำรั่ว ไฟฟ้าชำรุด หรือปัญหาความปลอดภัย พวกเขาอาจถูกตอบโต้ด้วยการไล่ออก ทำให้หลายคนต้องเลือกระหว่าง ‘อยู่ในบ้านที่อันตราย’ หรือจะ ‘ออกไปเป็นคนไร้บ้าน’
ในปีที่ Britt ได้รับ voucher เมือง Atlanta ออกคูปองใหม่จำนวน 1,674 ใบ แต่มีถึง 1,055 ใบที่หมดอายุก่อนจะถูกใช้จริง สะท้อนว่าต่อให้เข้าถึงสิทธิ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้จริงเสมอไป
ท้ายที่สุด Britt ถูกไล่ออกจากบ้าน เพียงเพราะญาติที่เพิ่งออกจากเรือนจำมาพักอาศัยชั่วคราว
Goldstone เชื่อมเรื่องของ Britt เข้ากับความล้มเหลวเชิงนโยบายที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุค Ronald Reagan ซึ่งผลักภาระการดูแลคนจนโดยรัฐไปสู่ตลาดเสรี รวมถึงนโยบายยุค Bill Clinton ที่เข้มงวดกับผู้มีประวัติอาชญากรรม และจำกัดการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของรัฐ จนนำไปสู่จุดที่ Britt ต้องทิ้งเตียงเด็กของลูกไว้ข้างถังขยะเมื่อไม่มีบ้านให้อยู่อาศัย
วิถีชีวิตที่ถูกระบบทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครอบครัวอื่นในหนังสือก็เผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน
Celeste กลายเป็นคนไร้บ้านหลังอดีตคู่ครองที่มีพฤติกรรมรุนแรง วางเพลิงบ้านเช่าของเธอ เธอไม่มีประกันบ้านเช่า และไม่สามารถขอคืนเงินประกันได้ เมื่อไม่สามารถจ่ายค่าเช่าบ้านที่ถูกไฟไหม้ต่อ เธอจึงถูกบันทึกว่า ‘ค้างค่าเช่า’ และถูกไล่ออก ทำให้แทบไม่สามารถหาที่อยู่ใหม่ได้อีก
ส่วน Maurice และ Natalia ถูกผลักออกจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองที่ค่าครองชีพพุ่งสูง ก่อนจะถูกผลักออกจากแอตแลนตาอีกครั้งด้วยเหตุผลคล้ายกัน แม้ทั้งคู่จะทำงานเต็มเวลาและจ่ายค่าเช่าตรงเวลามาโดยตลอด แต่กลับถูกปฏิเสธเพราะคะแนนเครดิตต่ำจากหนี้การศึกษาและค่ารักษาพยาบาล ระบบเครดิตซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ผู้กู้เงินกลายเป็นกับดักที่ทำให้คนจนไม่มีโอกาสฟื้นตัว
ระบบเครดิตของอเมริกาไม่ได้ให้รางวัลกับการจ่ายค่าเช่าตรงเวลา แต่หากจ่ายล่าช้าเพียงครั้งเดียว คะแนนกลับลดลงทันที สะท้อนว่าระบบดังกล่าวเอื้อประโยชน์ต่อสถาบันการเงิน มากกว่าคนรายได้น้อยที่กำลังพยายามตั้งหลักชีวิต
แม้เศรษฐกิจของแอตแลนตาจะเติบโตตลอดช่วงเวลาที่ Goldstone ลงพื้นที่ แต่จำนวนแรงงานไร้บ้านกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีชีวิตที่มั่นคงขึ้นเสมอไป
ในบางกรณี ระบบเศรษฐกิจกลับสร้างธุรกิจที่ทำกำไรจากความเปราะบางของคนจน เช่น โรงแรมที่เปิดสำหรับผู้พักระยะยาว (extended stay) มักเก็บค่าเช่าสูงแต่มีสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน หลายครอบครัวในหนังสือต้องอาศัยอยู่ในสถานที่ลักษณะนี้ เพราะไม่มีทางเลือกอื่น
Celeste ต้องจ่ายเงินมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เพื่อพักอยู่ในห้องที่สกปรกและไม่ปลอดภัย ทั้งที่กำลังป่วยเป็นมะเร็ง แต่เธอกลับไม่เข้าเกณฑ์ คนไร้บ้านโดยตรง ตามนิยามของ United States Department of Housing and Urban Development หรือ HUD ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการช่วยเหลือได้
Goldstone ชี้ว่า หากนับรวมผู้ที่นอนในรถยนต์ พักโรงแรมราคาถูก หรืออาศัยอยู่ชั่วคราวกับญาติและเพื่อน จำนวนคนไร้บ้านในสหรัฐฯ อาจสูงกว่าตัวเลขทางการมากถึง 6 เท่า
ความโหดร้ายของตลาดที่อยู่อาศัยสมัยใหม่
หนังสือเล่มนี้มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Evicted ของ Matthew Desmond ซึ่งเป็นงานคลาสสิกว่าด้วยความยากจนในเมืองอเมริกัน
ในอดีต เจ้าของบ้านบางรายอาจยังมีความเห็นใจและยอมผ่อนปรนผู้เช่าบางคนได้บ้าง แต่ Goldstone ชี้ว่า ตลาดที่อยู่อาศัยปัจจุบันกำลังถูกครอบครองโดยบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท แต่ถือครองบ้านจำนวนมหาศาล และใช้ระบบอัลกอรึทึมในการจัดการผู้เช่า
ผลคือพื้นที่ของความเห็นอกเห็นใจ ค่อย ๆ หายไป บริษัทใหญ่สามารถสั่งไล่ผู้เช่าได้โดยอัตโนมัติหากชำระค่าเช่าล่าช้าเพียงสามวัน
ในทางตรงกันข้าม There Is No Place for Us กลับเป็นงานเขียนที่สะท้อนความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านภาษา วิธีเล่าเรื่อง และมุมมองต่อผู้คน
มันตั้งคำถามต่อเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนต้องต่อสู้เพื่อเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่สุดของการดำรงชีวิต และชี้ให้เห็นว่าความไร้บ้านในอเมริกาไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวส่วนบุคคล แต่เป็นผลผลิตของระบบเศรษฐกิจและนโยบายที่ทำให้แม้แต่คนที่ทำงานหนักทุกวัน ก็ยังไม่สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้
ที่มา: https://www.liberalcurrents.com/working-homeless-in-america/
ผู้เขียน: Victor Ray
หนังสือสารคดี: There Is No Place for Us: Working and Homeless in America by Brian Goldstone
