“เมื่อรถเข็น ถูกใช้เป็นเครื่องมือประคองชีวิต” โฮโนลูลูเตรียมปรับ–จำคุกคนไร้บ้านกรณีรถเข็นชอปปิง สู่ข้อถกเถียงเส้นแบ่งระหว่างการจัดระเบียบเมืองกับการทำให้ความไร้บ้านเป็นอาชญากรรม

เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิจารณาปรับ–จำคุกคนไร้บ้าน หากครอบครองรถเข็นชอปปิง ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ หรือจำคุกไม่เกิน 30 วัน หากพบว่าครอบครองรถเข็นชอปปิงนอกบริเวณร้านค้า

ในช่วงบ่ายวันหนึ่งที่ผ่านมา ชายไร้บ้านสูงวัยคนหนึ่งกำลังเข็นรถเข็นชอปปิงของ Costco ที่มีสภาพเก่าและชำรุดไปตามถนนในย่าน Iwilei ของเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ภายในรถเข็นมีทั้งกระป๋องอาหาร ผ้าห่มเก่า และเอกสารบางส่วน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารถเข็นมีความหมายกับเขาอย่างไร ชายคนดังกล่าวมองลงไปที่รถเข็นและตอบว่า

“มันเกือบจะเหมือนไม้เท้าของผม มันช่วยให้ผมยืนได้”

แต่ภายใต้ข้อเสนอทางกฎหมายฉบับใหม่ สิ่งที่ชายไร้บ้านคนนี้ใช้เพื่อช่วยพยุงตัวและขนสัมภาระ อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาถูกดำเนินคดีได้

ร่างกฎหมายฉบับใหม่กำหนดโทษสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ หรือจำคุก 30 วัน

Bill 53 ซึ่งเสนอโดย Tommy Waters ประธานสภาเมืองและเทศมณฑลโฮโนลูลู กำหนดให้การนำรถเข็นชอปปิงออกไปใช้นอกบริเวณร้านค้าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ที่ถูกพบว่าครอบครองรถเข็นดังกล่าวอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ หรือจำคุกไม่เกิน 30 วัน และรถเข็นอาจถูกเจ้าหน้าที่ยึดได้

ร่างกฎหมายนี้ได้รับการเสนอขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการขโมยและการนำรถเข็นชอปปิงไปทิ้งในพื้นที่สาธารณะ โดยผู้สนับสนุนมองว่ารถเข็นที่ถูกทิ้งตามทางเท้า ป้ายรถโดยสาร สวนสาธารณะ และทางน้ำ ก่อให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ เนื่องจากคนไร้บ้านจำนวนมากในโฮโนลูลูใช้รถเข็นชอปปิงเป็นพื้นที่เก็บและขนย้ายทรัพย์สินส่วนตัวของตนเอง 

โดยจากข้อมูลการสำรวจคนไร้บ้านแบบ Point-In-Time ล่าสุดระบุว่าในปีนี้มีผู้คนไร้บ้านมากกว่า 2,300 คนอาศัยอยู่บนท้องถนนในเกาะโออาฮู ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาคนไร้บ้านในระดับสูงของสหรัฐฯ

ฝ่ายสนับสนุนข้อกฎหมาย Bill 53: ประเด็น “รถเข็นเป็นทรัพย์สินของร้านค้า”

Tommy Waters ระบุว่าปัญหารถเข็นถูกนำออกจากร้านค้าและถูกทิ้งในพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นและกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ประกอบการและชุมชน เขาให้เหตุผลว่า รถเข็นที่ถูกทิ้งบนทางเท้าหรือบริเวณป้ายรถโดยสารสามารถกีดขวางผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ ขัดขวางการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะและทำให้คนเดินเท้าต้องลงไปใช้ถนนเพื่อหลบสิ่งกีดขวาง

ด้านตำรวจโฮโนลูลูเห็นว่า รถเข็นที่ถูกทิ้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปทิ้งในลำธารและทางน้ำ Paul Okamoto นายตำรวจระดับ Major ซึ่งดูแลพื้นที่ Waikīkī กล่าวว่ารถเข็นและขยะจำนวนมากถูกนำไปทิ้งในทางน้ำทำให้เกิดการอุดตัน

ขณะที่ Dave Erdman รักษาการประธานและซีอีโอของ Retail Merchants of Hawaiʻi ระบุว่ารถเข็นเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าของร้านค้าและรถเข็นหนึ่งคันอาจมีต้นทุนในการเปลี่ยนทดแทนสูงถึงหลายร้อยดอลลาร์ ในมุมมองของผู้ค้าปลีกหากรถเข็นถูกนำออกจากพื้นที่ร้านค้าและไม่ถูกนำกลับมาก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ถูกขโมย

ตำรวจยังระบุว่า ปัจจุบันมีข้อจำกัดในการดำเนินคดีกับผู้ที่ครอบครองรถเข็น เนื่องจากต้องอาศัยร้านค้าเป็นผู้ร้องทุกข์หรือดำเนินคดีเรื่องการลักทรัพย์ ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงมองว่าร่างกฎหมายใหม่นี้จะช่วยอุดช่องว่างดังกล่าวและสร้างแรงจูงใจไม่ให้ผู้คนหยิบรถเข็นออกจากพื้นที่ร้านค้าไปใช้ส่วนตัว

ฝ่ายคัดค้านข้อกฎหมาย Bill 53: กฎหมายกำลังลงโทษ “ความยากจน”

ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการผู้ให้บริการด้านคนไร้บ้านและประชาชนบางส่วนมองว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้แก้ไขสาเหตุของปัญหาคนไร้บ้าน แต่กลับมุ่งจัดการกับผลที่เกิดขึ้นจากการไร้ที่อยู่อาศัย

Angie Knight อดีตผู้จัดการฝ่ายสัมพันธ์ชุมชนของ Institute for Human Services ซึ่งเป็นองค์กรให้บริการแก่คนไร้บ้าน กล่าวว่า รถเข็นเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่คนไร้บ้านสามารถใช้ขนย้ายทรัพย์สินของตนเองได้ คนไร้บ้านจำนวนมากต้องเคลื่อนย้ายที่อยู่ตลอดเวลาและไม่มีสถานที่สำหรับเก็บทรัพย์สินส่วนตัว ดังนั้นรถเข็นจึงทำหน้าที่เสมือนพื้นที่เก็บของและพาหนะส่วนตัว

Knight กล่าวว่า คนไร้บ้านจำนวนมากต้องเก็บทุกสิ่งที่มีและย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

ด้าน Jonathan Huynh ชาวเมืองที่ออกมาให้การคัดค้านร่างกฎหมาย กล่าวว่าสิ่งที่เขาคิดทันทีเมื่อเห็นข้อเสนอนี้คือ “กฎหมายกำลังจะทำให้คนถูกจำคุกเพียงเพราะพวกเขายากจน” เขามองว่า หากสังคมต้องการช่วยเหลือคนไร้บ้านกฎหมายลักษณะนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่กลับทำให้สถานการณ์ของพวกเขาเลวร้ายลง

จากรถเข็นสู่การ “ทำให้คนไร้บ้านเป็นอาชญากร”

ประเด็นสำคัญที่สุดของการถกเถียงครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่รถเข็นเพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่ารัฐควรใช้กฎหมายและบทลงโทษทางอาญาเพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการไม่มีที่อยู่อาศัยหรือไม่ Knight ระบุว่า เธอพูดถึงเรื่อง “criminalizing poverty” หรือการทำให้ความยากจนกลายเป็นความผิดทางอาญามาหลายปีแล้ว เธอกังวลว่าโทษจำคุกสูงสุด 30 วันอาจเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำคนไร้บ้านออกจากพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้แก้ไขปัญหาที่แท้จริง ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากคนไร้บ้านถูกจับกุมและรถเข็นถูกยึด พวกเขาอาจสูญเสียสิ่งของจำเป็นที่อยู่ในรถเข็น เช่น

  • ทรัพย์สินส่วนตัว
  • ยาประจำตัว
  • บัตรประจำตัวประชาชนและเอกสารสำคัญ
  • เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขอรับบริการต่าง ๆ

Knight เห็นว่าการสูญเสียสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการช่วยเหลือให้บุคคลเข้าสู่ระบบที่อยู่อาศัยได้ในอนาคต

เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา พิจารณาปรับ–จำคุกคนไร้บ้าน หากครอบครองรถเข็นชอปปิง ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ หรือจำคุกไม่เกิน 30 วัน หากพบว่าครอบครองรถเข็นชอปปิงนอกบริเวณร้านค้า

ตำรวจมองว่า “การปล่อยไว้” ก็ไม่ใช่ความเมตตา

ฝ่ายตำรวจโต้แย้งว่า คนไร้บ้านจำนวนหนึ่งที่ใช้รถเข็นในพื้นที่สาธารณะกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต การใช้สารเสพติด หรือปัญหาอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

Okamoto เห็นว่า การปล่อยให้คนเหล่านี้อยู่ตามสวนสาธารณะหรือทางเท้าโดยไม่ดำเนินการใด ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการมีเมตตา เขาตั้งคำถามว่าหากรัฐไม่ทำอะไรเลยสังคมกำลังช่วยเหลือคนเหล่านี้จริงหรือไม่ ดังนั้น ในมุมของตำรวจการบังคับใช้กฎหมายอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำคนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือที่เหมาะสม

คำถามเรื่อง “ค่าปรับ” และต้นทุนของการจำคุก

อีกประเด็นที่ผู้คัดค้านตั้งคำถามคือ คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยและมีรายได้น้อยจะสามารถจ่ายค่าปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์ได้อย่างไร Huynh ตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ การบังคับใช้กฎหมายอาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ตามที่ต้องการ และในท้ายที่สุดรัฐอาจต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินคดีและการจำคุกมากกว่ามูลค่าของรถเข็นที่ต้องการปกป้องเสียอีก

บทความระบุว่า ต้นทุนเฉลี่ยในการควบคุมตัวผู้ต้องขังในรัฐฮาวายอยู่ที่ประมาณ 112,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี หรือมากกว่า 300 ดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ประมาณสองเท่า และทำให้ฮาวายเป็นหนึ่งในรัฐที่มีต้นทุนการคุมขังสูงที่สุดของประเทศ Huynh จึงมองว่า ร่างกฎหมายอาจเป็นเพียงการจัดการกับ “ภาพที่มองเห็น” ของปัญหา เช่น การนำคนไร้บ้านออกจากถนน แต่ไม่ได้แก้ไขปัจจัยพื้นฐานอย่างค่าที่อยู่อาศัยที่สูงและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ผลักให้ผู้คนเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน

สถานะของร่างกฎหมาย

Bill 53 ผ่านการพิจารณาวาระแรกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 โดยสมาชิกสภาเมืองหลายคนสนับสนุน ขณะที่สมาชิกบางรายลงคะแนนเห็นชอบแต่มีข้อสงวนและมีสมาชิกหนึ่งรายไม่เข้าร่วมการลงคะแนน

ประเด็นสำคัญสำหรับงานด้านนโยบายคนไร้บ้าน ข่าวนี้น่าสนใจในเชิงนโยบายเพราะสะท้อน ความขัดแย้งระหว่าง 2 แนวคิด อย่างชัดเจน

ฝ่ายหนึ่งมองว่า:

รถเข็น = ทรัพย์สินของเอกชนที่ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต + ปัญหาความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

อีกฝ่ายมองว่า:

รถเข็น = เครื่องมือพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนที่ไม่มีบ้านและไม่มีพื้นที่เก็บทรัพย์สิน

ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นเรื่อง “รถเข็นชอปปิง” อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งของที่ถูกนำออกจากร้านค้า หากแต่เป็นภาพสะท้อนของคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าเมืองควรจัดการกับ “คนไร้บ้าน” อย่างไร เมื่อสิ่งที่ปรากฏบนพื้นที่สาธารณะเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหาที่ซับซ้อนกว่ามากการกำหนดโทษปรับหรือจำคุกอาจช่วยจัดระเบียบพื้นที่และปกป้องทรัพย์สินของผู้ประกอบการได้ในระดับหนึ่ง แต่หากมาตรการดังกล่าวไม่ได้เดินควบคู่ไปกับการเข้าถึงที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล การจัดเก็บทรัพย์สิน และบริการทางสังคมที่เหมาะสม ปัญหาก็อาจเพียงเคลื่อนย้ายจาก “พื้นที่หนึ่ง” ไปสู่อีก “พื้นที่หนึ่ง” เท่านั้น

กรณีของโฮโนลูลูจึงชวนให้สังคมกลับมาพิจารณาว่า เราต้องการเพียงเมืองที่ไม่มีรถเข็นบนทางเท้า หรือเมืองที่ไม่มีใครต้องใช้รถเข็นเป็นบ้านและเป็นที่เก็บชีวิตของตนเอง เพราะเบื้องหลังรถเข็นหนึ่งคันอาจไม่ได้มีเพียงสิ่งของที่ถูกทิ้งไว้ แต่มีทั้งชีวิต ความทรงจำ เอกสารสำคัญ ยารักษาโรค และความพยายามของคนคนหนึ่งที่จะประคองชีวิตให้เดินต่อไปได้ การแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่างยั่งยืนจึงอาจไม่ใช่การทำให้สิ่งเหล่านี้หายไปจากสายตา หากคือการทำให้เหตุผลที่ผู้คนต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้หมดไปในที่สุด

ประเด็น: การใช้กฎหมายจัดการคนไร้บ้าน/ข้อถกเถียงเรื่องการทำให้ความยากจนกลายเป็นความผิดทางอาญา/ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ที่มา: https://www.civilbeat.org/2026/08/honolulu-considers-fining-jailing-homeless-over-shopping-carts/

เกี่ยวกับผู้เขียน

Malia Manuel เป็นนักศึกษาฝึกงานด้านการรายงานข่าวของ Civil Beat สามารถติดต่อเธอได้ทางอีเมลที่ mmanuel@civilbeat.org