
หากมีคำกล่าวที่ว่า “ต้นไม้งอกงามเติบใหญ่ได้ ก็เพราะผ่านการรดน้ำพรวนดินจากคนรุ่นสู่รุ่น” สังคมจะน่าอยู่ขึ้นก็ล้วนต้องใช้หลักการเดียวกัน
ที่ปทุมธานี ‘โมเม อารียา สุปรียาพร’ หญิงสาววัย 28 สามารถเข้า-ออกในศูนย์พัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านบ้านพูนสุขด้วยท่าทีที่คุ้นเคย ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหน้าที่ แต่เหมือนคนที่กำลังกลับบ้านหลังจากไปข้างนอกไม่กี่วัน ส่วนที่ศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์ วัดหนู ย่านบางกอกน้อย ‘ผึ้ง สิรินดา สิงห์โตทอง’ ในวัย 26 คือคนคุ้นหน้าคุ้นตาในพื้นที่นี้อย่างดี
ทั้งคู่เป็น ‘คนรุ่นใหม่’ วัยยี่สิบปลายๆ ที่ทำงานเกี่ยวโยงกับคนไร้บ้าน ภายใต้มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) โมเมเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพื้นที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านจ.ปทุมธานี (บ้านพูนสุข), ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย) ส่วนผึ้ง คือเจ้าหน้าที่ข้อมูลและประสานงานทั่วไป แผนงานพัฒนามาตรการ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน
ทั้งโมเมและผึ้ง เลือกเส้นทางอาชีพที่หลายคนมองว่าทั้งยากและเหนื่อย เพราะคนไร้บ้าน คือประเด็นที่เชื่อมโยงในหลายมิติ แต่สำหรับพวกเธอ การทำงานเรื่องคนไร้บ้านกลับเป็นพื้นที่ที่ทำให้ชีวิตมีความหมายตั้งแต่วันแรกที่ได้ก้าวไปสัมผัส

- จากความกลัว สู่ความผูกพัน
ผลการแจงนับคนไร้บ้านทั้งประเทศในปี 2566 ระบุว่าประเทศไทยมีคนไร้บ้านเกือบ 3,000 คน แต่คาดว่าจำนวนจริงอาจมากกว่านี้ เพราะหลายคนไม่ได้ถูกนับในระบบ รวมถึง ‘คนไร้บ้านหน้าใหม่’ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และคนทำงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองเห็นเท่าอคติที่มีต่อคนไร้บ้าน
ก่อนจะมาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำ โมเมไม่ต่างจากคนทั่วไป คือนึกภาพคนไร้บ้านว่าเป็นคนเมา น่ากลัว และอาจเป็นภัย แต่ทั้งหมดเปลี่ยนไปหลังผ่านการลงพื้นที่ในฐานะบัณฑิตอาสาสมัครใน จ.ขอนแก่นที่โมเมถูกมอบหมายหลังเรียนจบปริญญาตรี
“ตอนแรกกลัวมากค่ะ เพื่อนยังถามว่า ‘ไหวไหม’ เพราะเป็นผู้หญิงไปอยู่คนเดียว แต่พอผ่านไปสามเดือน ความกลัวหายไปหมด แล้วกลายเป็นว่าหนูไปหาคนไร้บ้านทุกวันจนเขาเหมือนบอดี้การ์ดของเราเลย”
โลกของคนไร้บ้านที่โมเมเจอ ไม่ได้มีแค่ความยากจนหรือภาพ ‘เมานอนข้างถนน’ แบบที่สังคมจินตนาการ แต่หน้างานจริงกลับเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อ การปกป้อง และความสัมพันธ์ที่คาดไม่ถึง เช่น วันที่กลุ่มคนไร้บ้านขอนแก่นช่วยดูแลโมเมหลังโดนรถชนกลางพื้นที่สาธารณะ วันนั้นเองที่ทำให้โมเมรู้ว่าคนไร้บ้านหลายคนห่วงใยคนรอบตัวมากกว่าที่คิด
“พอลงพื้นที่คุยกับคนไร้บ้านพ้นสามเดือน ความกลัวหายไปหมดเลย แล้วกลายเป็นว่าเราขอไปบ้านพูนสุขทุกวัน อยากไปเจอเขาเอง ไม่ใช่หน้าที่แล้ว แล้วก็กลายเป็นว่าหนูคิดถึงเขามากกว่าเพื่อนที่มหาลัยอีก”
ผึ้งก็เช่นกัน แต่บริบทของผึ้งต่างออกมาตรงที่ผึ้งโตมาในศูนย์พักคนไร้บ้านบางกอกน้อยตั้งแต่เด็ก ใช้ชีวิตเหมือนอยู่กับญาติพี่น้อง จนวันหนึ่ง ภาวะโควิด-19 ทำให้คนในพื้นที่ต้องการคนจัดการข้อมูล ดูแลเคสโควิด และประสานการช่วยเหลือ ผึ้งจึงถูกชวนมาทำงานและได้มอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่เต็มตัว
“คือหนูโตมากับศูนย์พักค่ะ โตมากับพี่ๆ น้องๆ ที่นั่น เหมือนเป็นครอบครัวใหญ่เลย เราไม่เคยคิดว่าคนไร้บ้านน่ากลัว เพราะเราเห็นเขาเป็นคนมาตลอด แค่บางช่วงเขาเปราะบางมากเป็นพิเศษ” ผึ้งบอก

แม้ประเทศไทยจะมีภาพจำเกี่ยวกับคนไร้บ้านว่า ‘น่ากลัว’ หรือ ‘ดูอันตราย’ แต่ข้อมูลกลับสะท้อนอีกด้านหนึ่ง จากรายงานปี 2023 ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) พบว่า คนไร้บ้านกว่า 72% ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม และส่วนใหญ่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจหรือครอบครัวมากกว่าพฤติกรรมเสี่ยงแบบที่สังคมจินตนาการ
รวมถึง โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ยังระบุว่า ‘อคติ’ คืออุปสรรคอันดับหนึ่งของการช่วยเหลือคนไร้บ้านทั่วโลก เพราะทำให้สังคมเชื่อว่าเขาเลือกชีวิตแบบนี้เอง ทั้งที่มีเพียง 8-12% เท่านั้นที่เลือกอยู่ข้างถนนจากความสมัครใจ
สถิติเหล่านี้สอดคล้องกับสิ่งที่โมเมค้นพบในพื้นที่จริง
“จากกลัวมากๆ มาเป็นคิดถึงเขา เราไม่เคยคิดว่าจะรู้สึกแบบนี้กับคนที่สังคมมองว่าไม่มีใครรักเลยค่ะ” โมเมเล่าให้ฟัง
- นิยาม ‘คนไร้บ้าน’ ที่คนรุ่นใหม่มองคือภาวะ ไม่ใช่สถานะ
เมื่อถามเรื่องนิยาม ‘คนไร้บ้าน’ ทั้งคู่ตอบเกือบพร้อมกันว่าคำนี้ไม่ได้ครอบคลุมความจริงที่คนไร้บ้านเผชิญเลย เมื่อลงพื้นที่ลึกขึ้น ทั้งโมเมและผึ้งเริ่มตั้งคำถามกับคำว่า ‘คนไร้บ้าน’ อย่างตรงไปตรงมา
“คำว่าคนไร้บ้าน มันเป็นแค่ภาวะหนึ่งในชีวิต ไม่ใช่ตัวตน เขาอาจมีครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่เงินเก็บ แต่ยังไม่พร้อมกลับบ้าน หรือบางคนก็เลือกเอง เพราะชีวิตนอกบ้านทำให้เขาไม่เป็นภาระใคร” ผึ้งอธิบายว่าการไร้บ้านเป็นภาวะ ไม่ใช่ตัวตน
“วันนี้เราไปเจอเขาในพื้นที่สาธารณะ เราก็เรียกเขาว่าคนไร้บ้าน แต่พรุ่งนี้ทีมงานอีกจังหวัดไปเจอ เขาอาจจะอยู่หอพัก มีงานทำ กลายเป็น ‘แรงงานนอกระบบ’ ก็ได้”
ส่วนโมเมก็ยืนยันเช่นเดียวกัน โมเมพบว่าความไร้บ้านมักเชื่อมกับความไม่มั่นคงที่ซ้อนหลายชั้นทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ ความสัมพันธ์ การขาดการยอมรับ และบางคน ‘เลือก’ อยู่ข้างถนนเพราะรู้สึกปลอดภัยกว่าการกลับไปสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายเขา
“สำหรับหนูบางคนที่ยังไม่พร้อมกลับบ้าน เขายังแสวงหาบางอย่างในชีวิต บางคนก็มีเพื่อนอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นครอบครัวอีกรูปแบบ”
งานวิจัยนานาชาติ เช่น การศึกษาเชิงวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์คนไร้บ้านอย่างต่อเนื่องในสหราชอาณาจักร (The Homelessness Monitor: England) ก็ระบุสิ่งเดียวกันว่า คนไร้บ้านจำนวนมากไม่ได้ ‘ไร้บ้านตลอดไป’ แต่เป็นสภาวะที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม อย่างการหลุดออกจากงานประจำ ความรุนแรงในครอบครัว มีอาการป่วยเรื้อรัง หรือความยากจนที่สะสมมานาน
เช่นเดียวกับที่ การศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม แผนงานสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน, สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) รายงานว่า ‘ความเปราะบางหลายมิติ’ (Multidimensional Vulnerability) คือสาเหตุสำคัญที่ผลักให้คนออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่แค่ความจนแบบที่สังคมเข้าใจ

- คนรุ่นใหม่ กับระบบไม่ควรรอใคร
ทั้งโมเม และผึ้ง ทำงานเกี่ยวโยงกับคนไร้บ้าน ภายใต้มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับคนจนเมืองที่มีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง เช่น ชาวชุมชนแออัด หรือสลัม (Slum), กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามใต้สะพาน (Under the Bridge) และผู้ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะหรือคนไร้บ้าน (Homeless) ที่เข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐ เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า ทะเบียนบ้าน หรือกลุ่มที่ไม่มีบัตรประชาชน
และเป้าหมายสำคัญของการทำงานของ มพศ. คือ การทำให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึง ‘หลักประกันในชีวิต’ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ และรายได้ที่เพียงพอต่อการยังชีพ
การลงพื้นที่ช่วยให้เห็น ‘ชีวิตจริง’ แต่ทำให้โมเมและผึ้งเห็น ‘ข้อจำกัดจริง’ ด้าน ‘ระบบและนโยบาย’ ที่ไม่สอดรับกับความเป็นจริงของคนไร้บ้าน
ผึ้งพูดตรงๆ ว่า “ระบบมันไม่เอื้อกับกลุ่มคนเปราะบาง การแก้ปัญหาคนไร้บ้านไม่ใช่แค่มอบบ้านให้เขาอยู่ แต่คือการให้โอกาส การจ้างงานมากกว่า”
รวมถึงระบบและนโยบายที่ยังยืนอยู่บนสมมติฐานว่าคนไร้บ้านต้องปรับตัวให้เข้าระบบ
“เวลาเขามีงานที่รับจ้างได้วันหนึ่ง เราก็ดีใจ แต่ระบบกลับไม่มีพื้นที่ให้เขาค่อยๆ สร้างเสถียรภาพ เขาทำงานได้สามวันก็หมดแรงแล้ว บางคนป่วย บางคนไม่มีรองเท้า ไม่มีที่เก็บของ ไม่มีแรงเดินไปทำงาน”
เสถียรภาพที่ผึ้งหมายถึงคือ ความมั่นคงทางด้านอาชีพ ที่สามารถเป็นฐานตั้งต้นชีวิตได้ มากกว่าการทำงานรายวันที่รายได้ไม่มั่นคงจนส่งผลให้กลับมาเป็นคนไร้บ้านเหมือนเดิม
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยยังไม่มีระบบ Housing First ต้นแบบการแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่า
งยั่งยืน เช่น ฟินแลนด์ ลดจำนวนคนไร้บ้านลง 60% ได้ภายในใน 10 ปี และแคนาดา ลดกลุ่มไร้บ้านเรื้อรังลง 27% ใน 5 ปีแรก และสหรัฐฯ นำร่อง Housing First แล้วได้ผลดีในอีกหลายรัฐ

มพศ. จึงมีโครงการห้องเช่าห้องราคาถูกในเมือง เพื่อให้กลุ่มเปราะบาง หรือแรงงานยากจนที่เข้าเมืองเพื่อหางานทำ หรือคนที่มีอาชีพและรายได้ไม่มั่นคง ไม่เพียงพอในการหาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ เช่าห้องราคาถูกอยู่อาศัยใกล้แหล่งงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ในมุมของโมเม ปัญหาของไทยเริ่มตั้งแต่นิยามคนไร้บ้านที่ยังไม่เหมือนกันในแต่ละหน่วยงาน ทำให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ส่งผลต่อแผนงานไม่สอดคล้องกัน และงบประมาณถูกใช้แบบไม่คุ้มค่า รวมถึงปัญหาใหญ่ของไทยคือการช่วยเหลือต้องมีเงื่อนไขเสมอ และเงื่อนไขนั้นมักเป็นสิ่งที่คนไร้บ้านไม่มีวันมีได้ เช่น ต้องมีสำเนาทะเบียนบ้าน ต้องมีผู้รับรอง ต้องมีรายได้สม่ำเสมอ ต้องมีประวัติการทำงาน ต้องไม่มีประวัติการใช้สารเสพติด
โมเมบอกว่า เงื่อนไขเหล่านี้คือ ‘กับดักระบบ’ ที่ทำให้คนไร้บ้านติดอยู่ในวงจรความเปราะบาง
ประเทศไทยยังติดอยู่กับแนวทางแบบมีคุณสมบัติก่อน จึงจะมีสิทธิ์ซึ่งตรงข้ามกับการทำงานภาคสนามที่โมเมพบ
“คนไร้บ้านจำนวนมากไม่มีเอกสารใดๆ และกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่พร้อมจะพิสูจน์ความพร้อมใดๆ เลย” โมเมอธิบาย
เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสวัสดิการ มพศ. จึงขับเคลื่อนการแก้ปัญหา ‘คนไทยไร้สิทธิ’ ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพ กฎหมาย ทะเบียนราษฎร และสวัสดิการของรัฐ ร่วมกับภาคีต่างๆ อย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ฯลฯ อย่างการสนับสนุนกลไกการเก็บสิ่งส่งตรวจทางพันธุกรรม (DNA) ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการยืนยันตัวบุคคล เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการคืนสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กลุ่มเปราะบางอย่างเท่าเทียม ซึ่งกลุ่มคนไร้บ้านคือหนึ่งเป้าหมายนั้น
- เมื่อได้เห็น ‘คนรุ่นใหม่’ จึงมีเรื่องที่อยากขับเคลื่อนต่อ
เมื่อการลงพื้นที่และทำงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านมาประมาณ 3 ปี ผึ้งและโมเมมองเห็นปัญหามิติซับซ้อนของคนไร้บ้าน สำหรับผึ้งและโมเมมีเรื่องที่สนใจเป็นพิเศษคือ ‘คนสูงวัยไร้บ้าน’
ทั้งคู่อธิบายว่าความเปราะบางของระบบการจัดการคนไร้บ้านอาจยิ่งท้าทายขึ้นในอีก 10 ปี เพราะจำนวนผู้สูงอายุไร้บ้านเพิ่มสูงขึ้น
จากสถิติที่โมเมทำงานมาพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้พักอาศัยในบางศูนย์พักฯ สะท้อนแนวโน้มสังคมสูงวัยที่มาพร้อมความยากจนและความโดดเดี่ยว
“ในศูนย์พักตอนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นผู้สูงอายุค่ะ และจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ถ้าเศรษฐกิจเป็นแบบนี้” โมเมบอก
‘ผู้สูงอายุไร้บ้าน’กลุ่มที่หลายประเทศจัดเป็น ‘ความเสี่ยงขั้นวิกฤต’ (Critical Vulnerability) เพราะต้องการระบบรองรับที่มากกว่าคนไร้บ้านวัยอื่นหลายเท่า

ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร (เดิมคือชื่อศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง) นางสาวฐาปนีย์ ศิริสมบูรณ์ ให้ข้อมูลจากผลการสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านเชิงลึกในปี 2566 โดยความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิอิสรชน และเครือข่ายคนไร้บ้านทั่วประเทศ พบว่า คนไร้บ้านหน้าใหม่ที่มาที่จุดดรอปอินกว่า 50% เป็นคนอายุ 40-60 ปี
นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นเทรนด์โลก ตามรายงานโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ปี 2020 ระบุว่า จำนวนผู้สูงอายุไร้บ้านทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2–3 เท่า ภายใน 15 ปี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของหลายประเทศที่ค่าครองชีพสูงและโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว
“หลายคนถูกเลิกจ้างเพราะอายุ พอไม่มีรายได้ เขาก็จ่ายค่าเช่าห้องไม่ไหว แล้วพอออกจากห้องก็ไม่มีที่ไปเลยค่ะ” โมเมเล่า
วารสารนานาชาติว่าด้วยคนไร้บ้าน (International Journal of Homelessness) ชี้ว่า ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยสาเหตุที่ต่างจากคนหนุ่มสาว เช่น ความเจ็บป่วยเรื้อรัง รายได้ต่ำจากอาชีพนอกระบบ การเลิกจ้างก่อนวัย หนี้สะสม ความโดดเดี่ยวทางสังคม ความรุนแรงในครอบครัว และการขาดผู้ดูแล
เรื่องนี้สะท้อนโครงสร้างแรงงานไทย ที่เกือบคนกว่า 60% ทำงานนอกระบบนานหลายสิบปีโดยไม่มีหลักประกันสังคมรองรับ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ชีวิตจึงหลุดออกจากระบบได้ง่ายอย่างน่าใจหาย และหนึ่งในนั้นก็อาจจะกลายเป็นคนไร้บ้านที่เราพบเจอ
“ชีวิตเขาไม่ใช่แค่ขาดเงิน แต่ขาดทุกอย่างไปพร้อมกันค่ะ” ความเห็นของโมเม
ผู้สูงอายุไร้บ้านมักเผชิญความเปราะบางซ้อนทับกัน เช่น ความจน ความเจ็บป่วย ความพิการ ปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงงานขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) พบว่าความโดดเดี่ยว (Social Isolation) เป็นตัวแปรสูงที่สุดของภาวะไร้บ้านในกลุ่มผู้สูงอายุ มากยิ่งกว่าความยากจนเสียอีก
“หลายคนไม่มีใครแล้ว ไม่มีลูก ไม่มีญาติ ติดต่อใครไม่ได้เลย เขาไม่มีเครือข่ายที่จะพาเขากลับเข้าบ้าน” ผึ้งเล่า
โมเมทิ้งท้ายชัดเจนว่าผู้สูงอายุไร้บ้านคือเรื่องใหญ่มาก ถ้าไม่ทำอะไรตอนนี้ อีกสิบปีระบบจะรับไม่ไหวผึ้งเองก็เห็นอนาคตแบบเดียวกัน
“เขาไม่ได้อยากเป็นภาระใคร แต่ระบบมันไม่รองรับเขาเลย… เราต้องมีนโยบายเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มนี้แล้วค่ะ” ผึ้งกล่าว

- ความฝันเล็กๆ ของคนทำงานรุ่นใหม่
คนรุ่นใหม่ทั่วโลกหันมาทำงานด้านสังคมมากขึ้น องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รายงานว่า Gen Z มีแนวโน้มเลือกงานเพื่อคุณค่าทางสังคม (Social Impact) สูงกว่าเจเนอเรชันก่อนถึง 2 เท่า เมื่อถามผึ้งและโมเมว่าอะไรคือแพชชั่นของการทำงาน ทั้งคู่สะท้อนว่า
“ถ้าเขามีรายได้ เขาจะคิดถึงอนาคตได้ หนูอยากทำให้เขามีพื้นที่ที่ปลอดภัยพอจะวางแผนชีวิตอีกครั้ง” ผึ้งกล่าว
ผึ้งอธิบายต่อว่าตัวเองก็มีความหวังเล็กๆ ที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน ผึ้งอยากสร้าง ‘เสียงคนไร้บ้าน’ ให้ดังขึ้น ไม่ใช่เพียงเผยแพร่เรื่องราวดีๆ แต่ทำให้คนไร้บ้านที่ลุกขึ้นทำงานเพื่อเพื่อนของตัวเองมีพื้นที่ในการพูด และไม่ถูกลดทอนเหลือแค่ภาพนอนริมถนนในข่าว
และยังอยากแก้โจทย์เรื่องงานของคนไร้บ้าน เพราะเชื่อว่าถ้าคนไร้บ้านมีรายได้ที่คาดการณ์ได้ พวกเขาจะเริ่มวางแผนชีวิตได้อีกครั้ง
“เงินช่วยให้เขาคิดถึงอนาคตได้ ไม่ต้องเครียดแบบวันต่อวัน และศักดิ์ศรีของเขาจะกลับมา”
ผึ้งเล่าต่อว่า รายได้ที่มั่นคงแม้เพียงเล็กน้อย คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนชีวิต
“หนูอยากลบภาพจำเก่าๆ ว่าคนไร้บ้านคือคนที่รอของแจก จริงๆ เขาอยากทำงาน อยากมีศักดิ์ศรีของตัวเองมากที่สุด” ผึ้งกล่าว
ขณะที่โมเมตอบว่า “เพราะพื้นที่นี้ทำให้ชีวิตเรามีความหมาย”
หลังจากที่โมเมได้ประสบเหตุการณ์และใกล้ชิดกับคนไร้บ้าน จากความกลัวในอดีต วันนี้การทำงานกับคนไร้บ้านคือการได้เห็นพื้นที่ที่ทำให้เห็นความจริงของชีวิตแบบไม่หันหนี
มีหลายเหตุการณ์ที่โมเมประทับใจจากการทำงานกับคนไร้บ้าน ทั้งการที่คนไร้บ้านเดินเข้ามาปกป้องในวันที่โมเมโดนรถชน แบ่งขนมให้ ถามว่ากินข้าวหรือยัง และยอมเล่าเรื่องหนักที่สุดในชีวิตให้โมเมฟัง
โมเมบอกว่า “เวลาเขาเรียกชื่อเรา มันรู้สึกเหมือนเรา ‘มีตัวตน’ ขึ้นมาจริงๆ ค่ะ”
นี่จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน แต่เป็นพื้นที่ที่สอนให้โมเมรู้ว่า ความหมายของชีวิตอาจไม่ได้อยู่ในความมั่นคง
หรือความสำเร็จแต่อยู่ในวันที่เราช่วยให้ชีวิตของใครบางคน ‘เบาขึ้นนิดเดียว’
“ที่นี่แหละค่ะ… พื้นที่ที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมายจริงๆ” โมเมทิ้งท้าย
การสื่อสาร : มิติชีวิต Voice–โอกาส–การเงิน–สุขภาพ–ปัญหาซับซ้อน
ประเด็น : มุมมองคนรุ่นใหม่ในหน้างานขับเคลื่อนเรื่องคนไร้บ้าน
แหล่งข้อมูล :
- นางสาวอารียา สุปรียาพร เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพื้นที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านจ.ปทุมธานี (บ้านพูนสุข), ศูนย์คนไร้บ้าน สุวิทย์ วัดหนู (บางกอกน้อย)
- นางสาวสิรินดา สิงห์โตทอง เจ้าหน้าที่ข้อมูลและประสานงานทั่วไป แผนงานพัฒนามาตรการ และขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน
