‘จน’ พร้อมกันทั้งบ้าน ‘จน’ ไม่มีใครสามารถช่วยใครได้อีก ปัญหาครอบครัวสู่การไร้บ้านและความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

“หลายคนไม่ได้ออกมาเพราะอยากเท่ หรืออยากอิสระอย่างที่คนเข้าใจนะครับ แต่เพราะเขาอยู่บ้านไม่ได้ต่างหาก”

ไม่ผิดถ้าจะเข้าใจว่าบางคนต้องการอิสระ จนเปลี่ยนตัวเองเป็นคนไร้บ้าน แต่จากประสบการณ์ ในการทำงานกับคนไร้บ้านกว่าสิบปี ของ สิทธิพล ชูประจง หรือ เอ๋ กระจกเงา เห็นปัญหาซ้ำๆ ที่วนเวียนอยู่ในวงจรเดียวกัน คือ ความยากจน ภาระหนี้สิน ความรุนแรง และการขาดความเข้าใจในครอบครัว

“คนไร้บ้านจำนวนมากมาจากครอบครัวยากจน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะจนเรื่องเงิน บางคนจนความสัมพันธ์ จนความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในบ้านนั้น” 

เอ๋เล่าว่า หลายครั้งคนไร้บ้านไม่ได้ถูกขับไล่โดยตรง แต่เลือกจะออกมาเอง เพราะรู้สึกเป็นภาระ หรือไม่อยากให้ครอบครัวลำบาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วไม่มีรายได้

“บางคนลูกก็ยังอยู่ แต่ลูกมีครอบครัวใหม่ แล้วลูกต้องดูแลภรรยาและลูกของตัวเอง เขาเลยไม่อยากไปอยู่ด้วย กลายเป็นว่าต้องออกมาอยู่ข้างถนน เพราะไม่อยากเป็นภาระใคร” เอ๋กล่าว

ข้อมูลจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ปี 2566 ระบุว่า ประเทศไทยมีคนไร้บ้านมากกว่า 4,500 คนใน 26 จังหวัด โดยในจำนวนนี้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในกรุงเทพมหานคร และมากกว่าครึ่งเคยมีครอบครัวมาก่อน

ขณะที่รายงานของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2565) พบว่า ปัญหาครอบครัว และความขัดแย้งภายในบ้าน เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการกลายเป็นคนไร้บ้าน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและสุขภาพจิต

“ที่ออกจากบ้านมาพัทยา เพราะที่บ้านเขาไม่ยอมรับเราที่เราเป็น LGBTQ+ แล้วพอมาหางานทำก็ไม่มีอีก จนต้องเป็นคนไร้บ้าน”

บุ้ง-ดำรัส ขุระสะ แกนนำอาสาสมัครดูแลสนับสนุนส่งต่อผู้รับบริการจากหน่วยงาน HON ที่อดีตเคยเป็นคนไร้บ้าน เล่าเบื้องหลังชีวิตให้ฟังถึงสาเหตุของการกลายเป็นคนไร้บ้านในเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ที่แม้ว่าบุ้งจะเลือกเดินออกมาจากบ้านเอง แต่ก็ล้วนมีเหตุผลผลักดันการตัดสินใจนั้นๆ ที่เชื่อมโยงกันแบบไม่สิ้นสุด 

สะบัดบ็อบจากบ้าน มาทำงานที่พัทยา : คุยกับ ‘บุ้ง’ อดีตคนไร้บ้านที่ผันตัวมาเป็นแกนนำช่วยเหลือคนไร้บ้าน เพราะไม่มีใครเข้าใจพวกเขาได้ดีกว่าคนไร้บ้านด้วยกันเอง อ่านต่อ XXX 

สถิติอาจดูเป็นเพียงตัวเลข แต่ปัญหาทับซ้อนที่อยู่เบื้องหลังปัญหา ‘คนไร้บ้าน’ คือเรื่องจริงที่ทุกคนสามารถเผชิญได้ ในขณะเดียวกันอคติที่มีต่อคนไร้บ้านก็ทำให้สังคมมองข้ามสิ่งนี้ไปและโฟกัสแค่ความขี้เกียจ-ความสกปรกแทน 

  • จากปัญหาครอบครัวสู่ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

เอ๋มองว่าความยากจนกับปัญหาครอบครัวเป็นลูกโซ่ 

“ครอบครัวที่จนมากๆ มักจะไม่มีเวลา ไม่มีพื้นที่ให้คุยกัน ทุกคนต้องดิ้นรนหาเงิน จนลืมไปว่าความสัมพันธ์ในบ้านมันหายไป”

เขาเปรียบเทียบว่า สำหรับคนจน การอยู่รอดทางเศรษฐกิจคือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเงินไม่พอ ความเครียดก็สูง และความสัมพันธ์จึงเริ่มเปราะบาง

ในมุมของนักสังคมวิทยาและนักปรัชญาสังคมชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ บูร์ดิเยอ (Pierre Bourdieu) เคยกล่าวไว้ว่า ความเหลื่อมล้ำทาง ‘ทุน’ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ส่งผลต่อความสามารถของคนในการ ‘คงสถานะในระบบ’ ได้ 

การขาดทุนหนึ่งด้านจึงมักนำไปสู่การขาดทุนด้านอื่นๆ สำหรับคนไร้บ้าน คือการสูญเสียทั้งทรัพย์สิน เครือข่ายครอบครัว และศักดิ์ศรี คือคำตอบความเหลื่อมล้ำทางทุนที่ชัดที่สุด จนผลักให้กลายเป็นคนที่มีสถานะนอกระบบ 

“บางคนหนีจากบ้านเพราะเครียดเรื่องหนี้ บางคนหนีเพราะถูกภรรยาด่าว่าไร้ค่า บางคนหนีเพราะลูกไม่ฟัง ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าในบ้านนั้น”

เอ๋-สิทธิพล ชูประจง มูลนิธิกระจกเงา

เอ๋อธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น ว่า หลายครอบครัวของคนไร้บ้านไม่ใช่ไม่รักกัน แต่เพราะ ‘จน’ พร้อมกันทั้งบ้านจนไม่มีใครสามารถช่วยใครได้อีก 

“บางบ้านมีพ่อแม่พิการ ลูกตกงาน ไม่มีรายได้ เขาจะพึ่งใคร? ในสังคมไทย เรามักคิดว่าครอบครัวต้องแก้ปัญหาเอง แต่บางทีครอบครัวมันไม่มีแรงพอ”

ปัญหาความยากจนและการไร้บ้านไม่ได้เกิดจากความล้มเหลวส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นผลของโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายรัฐที่ไม่เอื้อต่อคนชายขอบ

ในประเทศไทย ระบบสวัสดิการยังไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับกลุ่มเปราะบางอย่างเพียงพอ เช่น คนไร้บ้านสูงอายุที่ไม่มีบัตรประชาชน หรือแรงงานนอกระบบที่ตกงานกะทันหัน การขาดหลักประกันพื้นฐาน เช่น ที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา หรือการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต ทำให้การกลับไปตั้งหลักใหม่แทบเป็นไปไม่ได้

“เราเจอคนไร้บ้านที่อยากกลับบ้านแต่ไม่มีค่ารถกลับต่างจังหวัด แค่ร้อยกว่าบาทเอง เขาไม่มีจริงๆ
ระบบมันไม่เปิดโอกาสให้เขากลับได้ง่ายๆ เลย” เอ๋กล่าว

  • บ้าน ในความหมายใหม่

คำว่า ‘บ้าน’ สำหรับคนไร้บ้าน มีความหมายอย่างหลากหลาย ไม่ใช่แค่ผนังปูนก่อมีหลังคามุงเอาไว้กันแดดกันฝนอย่างเดียว 

กรมการจัดหางาน โดยกระทรวงแรงงาน ให้ข้อมูลว่า ปัญหาหนึ่งที่คนไร้บ้านไม่มีรายได้ หรือหางานทำไม่ได้ คือการที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยเฉพาะไม่มีทะเบียนบ้านสำหรับการสมัครงาน ในวงจรเดียวกัน บางคนที่ต้องมาเป็นคนไร้บ้าน เพราะไม่มีรายได้ เจอปัญหาครอบครัว หรือปัญหาเศรษฐกิจ 

‘ธานิน’ คนไร้บ้านละแวกประปาแม้นศรีเล่าว่า ถ้าเขาทำงานมีเงินก็ไปเช่าห้องอยู่ แต่ถ้าไม่มีเงินหรือเงินหมด หางานไม่ได้ก็ออกมานอนข้างถนนเหมือนเดิม 

“ถ้าเช่าห้องถูกๆ ก็ 800 บาทแถวนนทบุรี ถ้าแถวๆ นี้ (ประปาแม้นศรี-คลองหลอด) จะต้องจ่ายเดือนละ 1,000 บาทขึ้นไป ก่อนหน้านี้ก็มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำอาชีพเป็นคนสวน แต่เพราะอายุถึงช่วงเกษียณก็เลยออกมาเป็นคนไร้บ้าน เพราะไม่มีเงินเช่าต่อ”

เอ๋เชื่อว่าบ้าน ไม่จำเป็นต้องมีบ้านทางกายภาพเป็นหลังเสมอไป แต่คือพื้นที่ที่เรารู้สึกว่า ‘เป็นของเรา’ และ ‘มีคนรอรับฟัง’ 

“คนไร้บ้านไม่ได้ต้องการแค่ที่นอนนะครับ เขาต้องการพื้นที่ที่เขามีตัวตน มีคนมองว่าเขายังมีคุณค่า” เอ๋กล่าว 

เช่นเดียวกับที่ รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ศึกษาเรื่องคนเปราะบางกล่าวว่า ยิ่งบ้านมีความหมายกับคนในสังคมเท่าไร คำว่าบ้านสำหรับคนไร้บ้านยิ่งเหมือนถูกกดทับ

“ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ‘คำ’ คำว่า ‘บ้าน’ ในภาษาไทยมีความหมายที่ดีมากๆ และมีความหมายกว้างและลึกซึ้งกว่าแค่ ‘ที่อยู่อาศัย’ เมื่อเราระบุตัวคนคนใดคนหนึ่งว่าเป็นคนไร้บ้าน มันจะมีความหมายที่ลบมาก คำว่าคนไร้บ้านทำให้รู้สึกถึงคนที่ไม่มีหลักแหล่ง คนที่ไม่มีใครเอา คนที่ไม่มีความอบอุ่น คนที่สังคมไม่ยอมรับ ทำให้ไม่มีใครอยากให้สังคมรู้ว่าตนเองเป็นคนไร้บ้าน หรือเคยเป็นคนไร้บ้านมาก่อน แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘คนที่ไม่มีที่อยู่’ ความหมายในความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไป” 

ธานี ชัยวัฒน์ : “ไม่ได้เกลียดแต่กลัว อยู่ร่วมกันได้แต่ไม่อยากอยู่ใกล้กัน” เข้าใจพฤติกรรมและการทำงานสมองของตัวเอง ผ่านอคติต่อคนไร้บ้าน อ่านต่อ XXX 

คำว่าบ้านสำหรับคนไร้บ้าน ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย แต่คือตัวตน โอกาส และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพื่อทลายวงจรนี้ มูลนิธิกระจกเงาจึงเริ่มโครงการจ้างวานข้า ด้วยแนวคิดว่าการให้งานเท่ากับการให้คุณค่า

“เราจ้างเขาทำงานที่เขาพอทำได้ ไม่ว่าจะเป็นงานแม่บ้าน คนสวน รปภ. หรือช่วยงานขนของบริจาค”
เอ๋อธิบายว่า จุดสำคัญไม่ใช่ค่าจ้างเพียงอย่างเดียว แต่คือการ ให้เขากลับมารู้สึกว่าตัวเองมีค่าอีกครั้ง

ในแต่ละเดือน โครงการจ้างวานข้ารับคนไร้บ้านเข้าทำงานกว่า 30 คน มีรายได้เฉลี่ยวันละ 400–500 บาท พร้อมที่พักและการดูแลสุขภาพจิตควบคู่กัน


“คนที่เข้ามา เขาไม่ต้องพิสูจน์อะไรมาก เราแค่ถามว่า ‘พร้อมจะเริ่มใหม่ไหม’ ถ้าพร้อม เราก็เริ่มจากศูนย์ด้วยกัน”

เอ๋ เล่าเคสที่ประทับใจว่า มีคนหนึ่งเป็นอดีตคนขับแท็กซี่ 

“เขาหยุดขับเพราะรถถูกยึด ภรรยาเลิก ลูกไม่คุยด้วย พอเข้ามาทำงานในโครงการ อยู่ได้สองเดือน เขาโทรกลับหาลูก แล้วบอกว่า “พ่อมีงานทำแล้วนะ””

คนไร้บ้านจำนวนไม่น้อยที่ผ่านโครงการจ้างวานข้า สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติ บางคนกลับไปอยู่กับครอบครัว บางคนเช่าห้องอยู่เอง แต่เกือบทุกคนพูดตรงกันว่า “ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองยังมีค่า”

ในมุมนี้ การแก้ปัญหาคนไร้บ้านด้วยการมอบบ้าน จึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างจาก ‘ความสัมพันธ์’ และ ‘ความเข้าใจ’ ของคนรอบข้าง

“ถ้าครอบครัวรับฟังกันมากขึ้น รัฐเปิดโอกาสมากขึ้น และสังคมมองคนไร้บ้านเป็นคนเท่ากัน ผมเชื่อว่าคนจะกลับบ้านได้มากกว่านี้” เอ๋ทิ้งท้าย

เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพ : บัว คำดี

การสื่อสาร : มิติชีวิต Voice–โอกาส–การเงิน–สุขภาพ–ปัญหาซับซ้อน

ประเด็น : สาเหตุของการเป็นคนไร้บ้านด้านครอบครัว ที่เกี่ยวโยงกับปัญหาเศรษฐกิจ โครงสร้างสังคม และนโยบาย เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ๆ แก่คนไร้บ้าน

แหล่งข้อมูล : เอ๋ สิทธิพล ชูประจง มูลนิธิกระจกเงา