ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านคือใคร-อยู่ที่ไหน-เพราะอะไร? ถอดตัวเลขและข้อจำกัดจากรายงานวิจัย แม้มี พ.ร.บ.คุ้มครองฯ แต่ทำไมสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

ที่มา: รายงานการศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัดเชิงระบบในการดูแลคนไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย

เคยเดินตามพื้นที่สาธารณะ แล้วเจอคนยืนพูดคนเดียว นั่งเหม่อลอย หรือจู่ๆ ก็เสียงดังขึ้นมาหรือเปล่า?

หากด่วนตัดสินด้วยเลนส์ที่สังคมสร้างขึ้น เราอาจมองว่าเขาเป็น ‘คนบ้า’ แต่ในความเป็นจริง เขาอาจเป็นเพียงผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่มีบ้านให้กลับและไม่มีใครคอยให้ความช่วยเหลือ

ปัญหาสุขภาพจิต เป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่เลือกเพศ เลือกอายุ เลือกสถานะทางสังคม ไม่ว่าใครก็สามารถเผชิญกับปัญหานี้ได้ทั้งนั้น คนไร้บ้านหรือคนไร้ที่พึ่งก็เช่นกัน

แม้ว่าภาครัฐจะมีหลายมาตรการในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน อาทิ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง (2557) และ พ.ร.บ.สุขภาพจิต (2562) แต่ในความเป็นจริง ระบบการดูแลยังขาดความต่อเนื่องและบูรณาการระหว่างหน่วยงาน มีข้อจำกัดในการดำเนินงาน ทำให้คนไร้บ้านที่มีปัญหาสุขภาพจิตยังคงต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้านกว่าจะเข้าถึงการรักษา การฟื้นฟู และการกลับคืนสู่สังคม

อาทิ ความแน่นของระบบที่ไม่สามารถจะรับคนไร้บ้านที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพิ่มได้ เนื่องจากปัญหาและปริมาณของผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การศึกษาประเมินภาวะสุขภาพจิตและความชุกของคนไร้บ้าน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 113 ราย ในปี 2559” ของแพทย์หญิงทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล และ “รายงานการศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัดเชิงระบบในการดูแลคนไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย” โดย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เราสามารถเจอผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านได้ 3 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่

📍พื้นที่สาธารณะ

ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ แบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ (1) เป็นผู้ป่วยจิตเวชอยู่แล้ว แล้วไร้บ้านในภายหลังด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น การหลุดหายออกจากบ้าน และ (2) เป็นคนไร้บ้านมาหลายปี และสั่งสมสภาวะทางจิตเชิงลบจนกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช

โดยรายงานการศึกษาของแพทย์หญิงทานตะวันชี้ว่า ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะส่วนใหญ่ มักเป็นผู้ที่มีปัญหาทางจิตระดับรุนแรง (Major Psychiatric Problems) การไร้บ้านเป็นเวลานานสามารถมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของบุคคลได้ในหลายด้าน เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่ได้มีความแน่นอนเหมือนกับผู้ที่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ผลกระทบต่อจิตใจจึงมีมากเกินควบคุม ส่งผลให้พวกเขามีอาการทางจิตเวชที่รุนแรง อาทิ โรคซึมเศร้า (Depressive Disorders) หรือ โรคอารมณ์ 2 ขั้ว (Bipolar Disorders)

📍สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และบ้านกึ่งวิถีชาย/หญิงของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

รายงานการศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัดเชิงระบบในการดูแลคนไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย ระบุว่า จำนวนผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านภายใต้การดูแลของสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งซึ่งเป็นสถานที่รองรับประชากรกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชโดยเฉพาะ มีผู้รับบริการรวมทั้งสิ้น 4,047 คน มีภาวะปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างเดียวไปแล้ว 75% ในขณะที่อีก 42% มีทั้งปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต

ซึ่งพอนำผู้รับบริการไปประเมินประเมินศักยภาพการฟื้นฟูด้วยระบบ Individual Rehabilitation Program (IRP) ผลที่ได้กลับน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีผู้เข้ารับบริการเพียง 5.78% เท่านั้นที่พร้อมกลับคืนสู่ชุมชน 

ในขณะที่บ้านกึ่งวิถีชายและหญิง ซึ่งมีผู้รับบริการในปัจจุบันประมาณ 450 ราย พบว่า สัดส่วนผู้ที่สามารถพึ่งพาตัวเองอย่างสมบูรณ์มีน้อยมากเช่นกัน ส่วนใหญ่ยังคงต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน และมีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตอย่างอิสระสูง

ความสามารถในการดูแลตัวเองและความพร้อมในการคืนสู่สังคมของผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านในพื้นที่นี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีกระบวนการคุ้มครองที่พาผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านเข้าสู่การรักษา แต่ยังคงขาดการออกแบบแผนฟื้นฟูระยะยาวที่สอดคล้องกับศักยภาพรายบุคคล

📍โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการจิตเวชของภาครัฐ

สิทธิการรักษาและเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นหนึ่งในเส้นทางสู่การมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติยังมีคนบางกลุ่มที่เข้าไม่ถึงหลักประกันสุขภาพจากภาครัฐ และคนไร้บ้านคือกลุ่มคนที่แนวโน้มเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพและประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้

สถานการณ์ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านจากสถานพยาบาล สังกัดกรมสุขภาพจิต จากรายงานการศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัดเชิงระบบในการดูแลคนไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย พบว่า มีผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านเข้ามารักษามากขึ้นในทุกๆ ปี โดยในปีงบประมาณ 2567 นั้น มีผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านที่เข้ามารักษาและขาดการติดต่อกับญาติเกิน 30 วัน สูงกว่าปี 2563 ที่มีจำนวน 536 คน ถึง 5 เท่า

สาเหตุหลักได้แก่ การไม่มีผู้ดูแล (40%) การมีคดีความหรือติดสารเสพติด (17.7%) และปัญหาการรักษาต่อเนื่อง (13.3%)

ข้อมูลระบุว่า ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านจำนวนหนึ่งในพื้นที่นี้ เคยมีครอบครัว เคยมีบ้านให้กลับ แต่เพราะอาการป่วย ทำให้ญาติรู้สึกว่าไม่พร้อมจะรับกลับไป และกลัวว่าหากผู้ป่วยไม่หายดี อาจจะมีอาการที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของคนในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่ติดสารเสพติด

สอดคล้องกับข้อมูลของ รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ชี้ว่าปัญหาสำคัญที่ผลักให้คนๆ หนึ่งออกมาไร้บ้านคือ ความรุนแรงในครอบครัว 

“แต่วันหนึ่งที่ความรุนแรงในครอบครัวมันมากจนไม่ไหวแล้ว เขาต้องเดินออกมาโดยไม่มีสวัสดิการรัฐใดๆ บ้านชั่วคราวไม่มี งานหาไม่ได้ ถ้ามองแบบไม่โลกสวยนะครับ เขาเดินออกมาปุ๊บเป็นคนไร้บ้านปั๊บ นอนในที่สาธารณะ คนที่ไม่เคยนอนมาก่อน อยู่ไปสัก 2-3 วันก็ไม่ไหว พอกลับบ้านก็ทะเลาะกันอีกเพราะบ้านมันร้อน อยู่ไม่ได้อีก ตั้งใจออกมาเป็นครั้งที่ 2 อยู่ได้ 1-2 อาทิตย์ ใจไม่เข้มแข็ง ก็เสี่ยงป่วยจิตเวชอีก แล้วพอไปเป็นผู้ป่วยจิตเวช ก็ไม่ถูกนับเป็นคนไร้บ้าน และโรงพยาบาลจิตเวชก็ไม่รู้ว่าเค้าเป็นคนไร้บ้าน เพราะฉะนั้น บางทีเราเห็นคนไร้บ้านจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับประชากรเปราะบางกลุ่มอื่นๆ นั่นเพราะ หนึ่ง บางส่วนไปเป็นผู้ป่วยจิตเวช สอง คนไร้บ้านที่นอนในที่สาธารณะ และในทางการแพทย์ การนอนแบบนี้ทำให้เขามีอายุเฉลี่ยสั้นลงประมาณเกือบสิบปี” 

โดยผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านกว่า 47.3% ใช้สิทธิคนพิการในการเข้ารักษา และ 42.1% ใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ก็มีอีก 3.97% ที่ไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งส่งผลต่อความไม่ต่อเนื่องของการรักษาพยาบาล

ทั้งนี้ ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านจากสถานพยาบาลยังสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มย่อย คือ (1) กลุ่มที่ค้างวอร์ดหลังสิ้นสุดการรักษา (2) กลุ่มที่อยู่ระหว่างรอส่งต่อไปสถานคุ้มครอง และ (3) กลุ่มที่ส่งไปยังภาคประชาสังคม เช่น วัด หรือมูลนิธิต่างๆ ที่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละพื้นที่ การที่พื้นที่แต่ละจังหวัด/เขต มีศักยภาพและความพร้อมไม่เท่ากันในการรองรับผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านยังคงเป็นปัญหาที่รอการแก้ไขในปัจจุบัน

ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้าน จึงนับว่าเป็นปัญหาข้ามระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนชุมชน เพื่อให้เกิดการดูแลฟื้นฟูที่ต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยสามารถคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาจนทำให้ผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านกลับเข้าสู่วงจรเดิม

เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์

ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร

อ้างอิง

  • รายงานการศึกษาสถานการณ์และข้อจำกัดเชิงระบบในการดูแลคนไร้บ้าน/ไร้ที่พึ่งที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย
  • การศึกษาประเมินภาวะสุขภาพจิตและความชุกของคนไร้บ้าน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 113 ราย ในปี 2559 ของแพทย์หญิงทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
  • รายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาสถานการณ์ปัญหาคนไร้บ้านจิตเวช: ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชหายออกจากบ้าน และผู้ป่วยจิตเวชไม่สามารถจำหน่ายได้