
เสื้อสีฟ้า นาฬิกาสีดำ กระเป๋าเป้สีแดง
นี่คือลักษณะเด่นๆ ที่ทำให้เรามองเห็น ‘ต้อม (นามสมมติ)’ มาตั้งแต่ไกล ต้อมเล่าว่าเคยเป็นยาม แต่เพราะโดนทำร้ายร่างกาย ทำให้ตาข้างขวาเลือนรางจนเกือบบอด ทำให้ไม่ได้มีงานนอกจากงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ นานวันเข้าไม่มีงานก็ไม่มีเงิน สุดท้ายเลยลงเอยที่การเป็นคนไร้บ้าน
จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่มีบ้าน ต้อมเล่าว่าตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ กับแฟน แต่ไม่ได้มั่นคงเท่าไหร่ บางทีมีแต่ห้องไม่มีข้าวกิน หลายครั้งต้อมก็ออกมาต่อแถวรออาหารแจกตามสถานที่ต่างๆ
เท่าที่สังเกต ต้อมมีเครื่องแต่งกายที่ดูโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาที่ตัวเรือนกับสายทำมาจากคนละวัสดุ คนละสี นอกจากนี้ยังมีสายคล้องแว่นที่เต็มไปด้วยลูกปัดหลากสีแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เราจึงอดใจไม่ได้ที่จะถามว่าต้อมได้ของพวกนี้มาจากไหน
“ทำเองหมดเลย”
ต้อมบอกว่าบางทีไปเก็บของเก่าแล้วเจออะไรที่น่าจะแมทช์กันได้ เขาก็จะหยิบมาตกแต่งเอง อย่างสายคล้องคอที่เป็นลูกปัดหลากสีนี่เขาก็ทำเอง ต้อมเล่าอีกว่าบางทีคนเห็นก็อยากได้ เขาก็ยินดีขายให้ตรงนั้นเลย เรียกได้ว่าเป็นคนทำ คนขาย และนายแบบสินค้าไปด้วย
น่าสนใจที่ว่าคนไร้บ้านเป็นกลุ่มที่ถูกสังคมมองว่าขี้เกียจ แต่คนอย่างต้อมตรงกันข้าม เขาไม่ได้ขี้เกียจ แค่โอกาสอาจจะยังมาไม่ถึง สิ่งที่่ต้อมทำ กำลังบอกเราว่าคนไร้บ้านก็มีทักษะพิเศษบางอย่างที่ใช้เพื่อดำรงชีวิต เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้ตรงกับอาชีพที่มีอยู่แค่นั้นเอง

โครงการจ้างวานข้า
เมื่อพูดถึงงานสำหรับคนไร้บ้าน หลายคนคงจะคุ้นเคยกับชื่อ ‘จ้างวานข้า’ เป็นอย่างดี นี่คือโครงการภายใต้มูลนิธิกระจกเงาที่ออกแบบระบบการจ้างงานคนไร้บ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานรับจ้าง งานทำความสะอาด หรืองานก่อสร้างก็ทำได้หมด ถือเป็นโมเดลในการออกแบบอาชีพที่เหมาะกับทักษะของคนไร้บ้าน ที่สำคัญคือเป็นการทำงานในระยะยาวที่มั่นคงกว่าการทำข้างนอก
‘สิทธิพล ชูประจง’ หรือ เอ๋ หัวหน้าโครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา เล่าว่าตอนนี้งานหลักๆ ที่คนไร้บ้านในโครงการทำอยู่ได้แก่ คัดแยกของบริจาค แม่บ้าน ช่างซ่อม ช่างไฟฟ้า เอ๋เล่าว่าในกระบวนการคัดแยกของบริจาคต้องอาศัยคนเยอะเป็นพิเศษเพราะมีหลายขั้นตอนการส่งต่อ เริ่มตั้งแต่การยกของไปจนถึงการคัดแยกของที่ใช้ไม่ได้แล้ว บางอันที่ใช้ได้ก็ต้องส่งไปรีไซเคิล
นอกจากนี้ยังมีการฝึกสอนกลุ่มผู้ดูแล (Care Giver) ให้กับคนที่ดูมีทักษะนี้เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นการดูแลเพื่อนๆ ที่อยู่ในมูลนิธิกระจกเงาด้วยกันเอง เอ๋บอกว่าช่วงนี้มีคนอยู่ในกระบวนการเรียนประมาณ 4-5 คน เป็นโครงการนำร่อง
การเลือกคนให้เหมาะกับงาน ไม่ได้ดูแค่ทักษะ แต่ยังดูสุขภาพด้วย บางคนมีปัญหาเรื่องสุขภาพกาย และสุขภาพจิต เช่น มีโรคประจำตัวอย่างความดัน เบาหวาน ทางมูลนิธิก็พยายามจัดสรรงานหรือหาเวลางานให้ตรงกับเงื่อนไขด้านสุขภาพ เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่แต่ไม่ฝืน
เปรียบเทียบกันกับการไปทำงานข้างนอกมูลนิธิฯ งานที่คนไร้บ้านส่วนใหญ่ได้ทำก็มักจะเป็นงานรับจ้างทั่วไป เช่น ขนของ ก่อสร้าง ทำความสะอาด แล้วก็มีงานรับจ้างต่อคิวซื้อรองเท้า กระเป๋า อาร์ตทอย ส่วนใหญ่เป็นพวกสินค้าที่มีจำกัดแต่ความต้องการสูง
ข้อดีของงานพวกนี้คือทำเสร็จก็ได้เงินเลยทันที ว่างตอนไหนก็ไปทำได้ ขณะเดียวกันงานเหล่านี้ก็ไม่ได้มั่นคงสักเท่าไหร่ เช่น งานรับจ้างต่อคิว บางทีถ้าไม่มีสินค้าใหม่ๆ ก็จะไม่มีงานเลย หรืออย่างงานก่อสร้างที่ความเสี่ยงสูง ค่าแรงน้อย
ปัญหาค่าแรงน้อยส่วนหนึ่งมาจากเรื่องอคติ เอ๋เล่าว่าคนไร้บ้านมักเจอปัญหาที่ว่า พอนายจ้างเห็นว่าเป็นคนไร้บ้านก็จะให้ค่าแรงน้อยกว่าคนทั่วไป
“สมมติว่าบริษัทข้างนอกรับจ้างทำความสะอาด คิด 800 บาทต่อ 3 ชั่วโมง แต่พอมาจ้างคนไร้บ้าน เขากลับคาดหวังว่ามันต้องต่ำกว่านี้”
ทำงานเท่ากัน เป็นแรงงานเหมือนกัน แต่ทำไมค่าแรงไม่เท่ากัน เป็นไปได้ไหมว่าการมองคนไร้บ้านไม่เท่ากับคนทั่วไป ส่งผลให้พวกเขาได้ค่าแรงที่น้อย ทั้งๆ ที่บางคนก็มีทักษะเท่ากัน หรือบางทีก็มากกว่าด้วยซ้ำ
ที่จ้างวานข้าให้ค่าแรงอย่างต่ำวันละ 500 บาท รายได้ต่อเดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท เอ๋บอกว่าอาจจะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมาย แต่มันก็พอให้เขา ‘หายใจหายคอ’ ได้บ้าง ยังพอเอาไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางคนแบ่งไปเก็บออมได้ บางคนแบ่งไปทำบุญได้ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ยังมีการฝึกฝนการบริหารการเงินให้กับคนไร้บ้าน เริ่มจากการเปิดค่าใช้จ่ายมากางดูด้วยกันว่าต้องจ่ายอะไร มีหนี้เท่าไหน จากนั้นก็ช่วยวางแผนการเงินไปด้วยกัน

งานมีค่ามากกว่ารายได้
“จากที่ดูแล้วเหมือนเป็นคนซึมเศร้า เขามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ถ้าดูจากภายนอกก็สดใส ร่าเริง ในทางกายภาพก็เนื้อตัวสะอาด จัดการตัวเองได้อย่างดี”
มุมมองของเอ๋ที่เห็นว่าคนไร้บ้านเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหลังมีงานทำ งานเข้าไปเพิ่มรายได้ และยังไปเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตของพวกเขาอีกด้วย คนไร้บ้านจะได้เห็นว่าตัวเองก็มีทักษะ มีความสามารถ ทำงานจนได้เงินมาจริงๆ ทำให้พวกเขารู้สึกภูมิใจกับตัวเองอีกครั้ง ความภูมิใจนี้เป็นเหมือนวิตามินที่เสริมความแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ในขณะเดียวกันเอ๋ก็มองว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานแล้วชีวิตจะดีขึ้นทันตาเห็น บางคนก็ยังเจอกับอุปสรรคในชีวิตตัวเองอยู่บ้าง หรือยังปรับตัวให้เข้ากับการทำงานและสังคมภายนอกไม่ได้
เท่าที่สังเกต เอ๋มองว่าคนไร้บ้านที่มาทำงานจะมีอยู่ประมาณ 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่อยากมีงานทำอย่างเดียว ส่วนอีกกลุ่มคืออยากมีงานทำและอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองไปด้วย ไม่มีกลุ่มไหนคิดถูกหรือคิดผิด มันก็ขึ้นอยู่กับตัวคนไร้บ้านทั้งนั้น บางคนที่พอใจกับการมีเงินใช้ประทังชีวิตก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหาย เอ๋เล่าว่าที่โครงการก็มีการออกแบบกติการ่วมกัน ถือว่าเป็นการฝึกทักษะการเข้าสังคมไปในตัว

“ไม่ได้คาดหวังว่าคนไร้บ้านทุกคนที่เข้ามาในโปรแกรมจะต้องทำงานแล้วสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ เรามีพื้นที่ให้เขา แต่เขาก็ต้องจัดการตัวเองในระดับหนึ่ง”
ไม่ใช่ว่าการให้งานคนไร้บ้านหมายถึงการทำทุกอย่างให้พวกเขาเสมอไป คนไร้บ้านเองก็มีทักษะการทำงานและการใช้ชีวิต เพียงแต่ต้องอาศัยการผลักดันและการสนับสนุนอีกสักหน่อย ที่สำคัญคือหลายคนไม่ได้ขี้เกียจพวกเขาแค่เข้าไม่ถึงการทำงานเหมือนคนอื่นๆ เท่านั้นเอง
เรื่อง : ณัฐริฎา ศิริสอน
ภาพประกอบ : บัว คำดี
การสื่อสาร : มิติชีวิต Voice–โอกาส–การเงิน–สุขภาพ–ปัญหาซับซ้อน
ประเด็น : ทักษะคนไร้บ้าน
แหล่งข้อมูล : สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา และคนไร้บ้าน
