เปิดมุมมอง ‘บ้านอิ่มใจ’ ยุคใหม่: เมื่อ ‘พื้นที่’ ผสาน ‘โอกาส’ และเสียงสะท้อนจากภาคีเครือข่ายสู่การปฏิบัติจริง

ท่ามกลางบรรยากาศคลาสสิกของอาคารประปาแม้นศรี (หลังเก่า) พื้นที่แห่งนี้กำลังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะ ‘บ้านอิ่มใจ’ ซึ่งกรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมเปิดประตูต้อนรับพี่น้องคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

แต่ก่อนที่ริบบิ้นจะถูกตัดและประตูจะเปิดออก สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวอาคาร คือ ‘ระบบคิด’ ในการดำเนินงาน และ ‘คำสัญญา’ ที่บ้านอิ่มใจให้ไว้ต่อสาธารณะ

แผนงานสนับสนุนองค์ความรู้และขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสุขภาวะคนไร้บ้าน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และภาคีร่วมดำเนินงานจากหลายหน่วยงานคือ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิอิสรชน มูลนิธิกระจกเงา บริษัท สุขภาวะข้างถนน จำกัด และโครงการตั้งต้นดี จึงได้ร่วมกันเปิดเวทีเสวนาวิชาการ “บ้านอิ่มใจ: จาก ‘ที่พัก’ สู่ ‘ความมั่นคง’ บนฐานความร่วมมือ” ขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเชิญชวนภาคีเครือข่ายที่ทำงานในประเด็นคนไร้บ้านมาร่วมสะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ทำงาน และข้อเสนอในการวางระบบที่ตอบโจทย์คนไร้บ้าน เพื่อให้บ้านหลังนี้เป็นมากกว่าที่พักพิงชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้าน แต่เป็นระบบการดูแลและที่พักแบบครบวงจร ที่เชื่อมโยงการฟื้นฟูศักยภาพ สุขภาพ และโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อช่วยพาคนไร้บ้านออกจากภาวะไร้บ้านไปสู่ความมั่นคงในชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม

คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ฉายภาพเจตนารมณ์ของ กทม. ไว้อย่างน่าสนใจว่า บ้านอิ่มใจโฉมใหม่จะเป็น ‘พื้นที่แห่งโอกาส’  โจทย์สำคัญที่ กทม. วางไว้คือ การทำให้ผู้มาพักรู้สึกสบายใจ “รู้สึกว่าเป็นบ้าน ไม่ใช่คุก” เป็นพื้นที่สวัสดิการที่พร้อมโอบรับทุกคนในวันที่ยากลำบาก เพื่อให้พวกเขาสามารถตั้งหลักและก้าวต่อไปได้ 

เพื่อให้เจตนารมณ์นี้เกิดขึ้นได้จริง เสียงสะท้อนและข้อเสนอจากภาคีเครือข่ายในเวทีนี้ จึงเปรียบเสมือน ‘พิมพ์เขียว’ การดำเนินงานที่สำคัญ ซึ่งสรุปมุมมองและข้อเสนอสำคัญจากวิทยากรไว้ดังนี้

ภาคประชาสังคม (NGOs) คนหน้างานผู้ใกล้ชิดปัญหา

ในบทบาทขององค์กรที่ทำงานคลุกคลีในประเด็นไร้บ้านมายาวนานได้สะท้อนมุมมองเพื่อให้ระบบของบ้านอิ่มใจสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของคนไร้บ้าน โดยเน้นย้ำความยืดหยุ่นในการบริหารงานที่เข้าใจวิถีชีวิต การสร้างโอกาส และงาน คือ กุญแจสำคัญ

คุณอัจฉรา สรวารี (มูลนิธิอิสรชน)
ข้อเสนอต่อการดำเนินงาน
เสนอให้ถอดบทเรียนจากโมเดล Emergency Shelter ในต่างประเทศมาปรับใช้ คือเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่าย (Drop-in) สำหรับการอาบน้ำ กินข้าว หรือขอคำปรึกษาได้ทันทีเมื่อตกงานหรือไร้ที่พึ่ง โดยความท้าทายสำคัญที่ฝากไว้คือ การหาจุดสมดุลระหว่าง ‘ระเบียบราชการ’ กับ ‘ความยืดหยุ่น’ ที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตคนไร้บ้าน เพื่อให้คนไร้บ้านเข้าถึงบริการได้จริง 

คุณสิทธิพล ชูประจง (มูลนิธิกระจกเงา)
ข้อเสนอต่อการดำเนินงาน หัวใจสำคัญคือ ‘งาน’ ที่จะเป็นแรงดึงดูดให้คนเข้าสู่ระบบและเปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาตัวเอง แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือระบบ ‘การจัดการรายกรณี’ (Case Management) ที่ละเอียดอ่อน  ต้องใช้ความรอบคอบสูงมาก เพื่อช่วยขจัด ‘ปัจจัยฉุดรั้ง’ (เช่น ปัญหาสุขภาพจิต หรือยาเสพติด) ออกไป หากทำตรงนี้ได้สำเร็จ คนไร้บ้านถึงจะกลับมาตั้งหลักได้ยั่งยืน หากทำได้ไม่ดีพอ สถานที่นี้อาจไม่สามารถพาคนไปต่อได้จริง

คุณนันทชาติ หนูศรีแก้ว (มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย)
ข้อเสนอต่อการดำเนินงาน
ในบทบาทของหน่วยงานขับเคลื่อนด้านสิทธิที่อยู่อาศัย มองบ้านอิ่มใจเป็น ‘จุดเริ่มต้นของการนับหนึ่ง’ และเป็นหลักประกันชีวิต เมื่อตั้งตัวได้แล้ว ควรมีกระบวนการเชื่อมต่อกับนโยบาย ‘ห้องเช่าคนละครึ่ง’ ของกระทรวง พม. เพื่อขยับขยายไปสู่ที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถาวรต่อไป

ภาคสุขภาพและการพัฒนาศักยภาพ: เติมเต็ม ‘กาย-ใจ’ และ ‘ทักษะ’

กลุ่มนี้เน้นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้อาศัยพร้อมกลับคืนสู่สังคม

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ (นักวิจัยระบบสาธารณสุข)
ได้ชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญว่า คนไร้บ้านจำนวนมากป่วยและออกจากโรงพยาบาลโดยไม่มีที่ไป บ้านอิ่มใจต้องยกระดับเป็นพื้นที่ ‘พักฟื้น’ ที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเข้าไปด้วย ข้อเสนอต่อการดำเนินงานคือ เสนอโมเดลการจัดทำ ‘สถานที่พักพิงทางการแพทย์สำหรับคนไร้บ้าน (respite care)’ ภายในบ้านอิ่มใจ เพื่อให้เขาได้ฟื้นฟูจนแข็งแรงก่อนกลับไปใช้ชีวิต และเสนอให้ใช้โมเดล ‘จ้างวานข้าทะลุเพดาน’ โดยฝึกคนไร้บ้านให้มีทักษะดูแลสุขภาพเบื้องต้น (วัดความดัน, ทำแผล) เพื่อมาช่วยเจ้าหน้าที่ดูแลเพื่อนคนไร้บ้านด้วยกันเอง เป็นการสร้างทั้งงานและสุขภาวะไปพร้อมกัน 

คุณธนะชัย สุนทรเวช (โรงเรียนตั้งต้นดี – TIJ)
เชื่อในศักยภาพว่าทุกคนพัฒนาได้ โดยในมิติของการพัฒนาศักยภาพ ตั้งต้นดีจะเข้ามาร่วมกับกทม. ฝึกอาชีพในบ้านอิ่มใจด้วยหลัก 5R (อาศัย, อาหาร,อาภรณ์, อาชีพ และอนามัย) เน้นเรื่องอาหารดี เสื้อผ้าสะอาด และสุขภาพ เพื่อเรียกคืนความมั่นใจ พร้อมฝึกวินัยผ่านการทำงาน เพื่อเปลี่ยนสถานะจาก ‘ผู้รอรับ’ เป็น ‘ผู้มีรายได้’

ภาครัฐและงานวิชาการ : กลไกการบริหารจัดการและนโยบายที่สอดรับกัน

ส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้บ้านอิ่มใจเดินหน้าได้อย่างมั่นคงคือ การหนุนเสริมจากหน่วยงานระดับนโยบาย ที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ กทม. อาจทำเพียงลำพังไม่ได้ 

คุณอนรรฆ พิทักษ์ธานิน (ผู้จัดการแผนงานพัฒนาองค์ความรู้คนไร้บ้านฯ)
ข้อเสนอต่อการดำเนินงาน
การเปิดบ้านไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่ต้องมี ‘บทสนทนาอย่างต่อเนื่อง’ ระหว่าง กทม. และภาคีเครือข่าย เพื่อปรับจูนระบบหน้างานให้เข้าที่เข้าทาง และบ้านอิ่มใจต้องเป็น ‘ศูนย์เปลี่ยนผ่าน’ ที่เชื่อมคนเข้าสู่ระบบสวัสดิการ วางระบบส่งต่อคนไร้บ้านเข้าสู่สิทธิสวัสดิการต่างๆ ไม่ให้ตกหล่น

คุณฐาปนีย์ ศิริสมบูรณ์ (ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร)
แนวทางการดำเนินงาน
ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกระทรวง พม. ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากยุค ‘กวาดจับ’ มาสู่การทำงานเชิงรุกที่ ‘ฟังเสียงเจ้าของปัญหา’ โดยยืนยันว่าแม้ พม. จะเป็นหน่วยงานหลัก แต่ก็ทำงานคนเดียวไม่ได้และต้องพึ่งพา กทม. เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญ โดยสิ่งที่พม. จะเข้ามาหนุนเสริม กทม. ได้คือด้าน ‘กฎหมาย ระเบียบ และสวัสดิการ’ กล่าวคือ เมื่อ กทม. ดูแลเรื่องที่พักเบื้องต้นแล้ว พม. จะมีกลไกมารองรับต่อ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาสิทธิสถานะ (บัตรประชาชน) หรือโครงการ ‘ห้องเช่าคนละครึ่ง’ และ ทุนประกอบอาชีพผ่านโครงการ ‘ตั้งหลักชีวิต’ เพื่อรองรับคนที่ผ่านการฟื้นฟูจากบ้านอิ่มใจให้มีที่ไปต่อได้อย่างยั่งยืน

คุณธีรวีร์ วีรวรรณ (รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กทม.)
กทม. รับลูกเรื่องการปรับปรุงระบบจากบทเรียนในอดีต บ้านอิ่มใจพร้อมสนับสนุนการฝึกอาชีพ และที่สำคัญคือ ‘ส่งเสริมการออม’ (วันละ 50 บาท) เพื่อสร้างทุนชีวิต พร้อมเปิดพื้นที่รับฟังปัญหาในบ้านอิ่มใจเพื่อแก้ไขร่วมกันทันที 

เปลี่ยน ‘ฮาร์ดแวร์’ ให้มีชีวิตด้วย ‘ซอฟต์แวร์’ และสิทธิพื้นฐาน

ย้ำจุดยืนร่วมกันว่า บ้านอิ่มใจต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คืน ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ และสุขภาวะที่ดีให้แก่ทุกคน 

นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย (สสส.)
บ้านอิ่มใจยุคใหม่ต้องเป็น ‘จุดตั้งต้นใหม่’ ที่ครบวงจร ทั้งที่พัก ฝึกอาชีพ และบริการพื้นฐาน บนพื้นฐานของความเข้าใจบริบทชีวิตของ ตามหลักการในการทำงานที่ผู้คนเป็นศูนย์กลาง และการอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล 

คุณอนุกูล ปีดแก้ว (อดีตปลัด พม.)
บ้านอิ่มใจในฐานะ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และ ‘ตัวถอดรหัส’ ปัญหา ในมุมมองเชิงระบบ คุณอนุกูลเน้นย้ำว่า บ้านอิ่มใจต้องเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย (Safe Space)’ ที่ช่วยกอบกู้ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ กลับคืนมา ในด้านการหนุนเสริม มองว่าบ้านอิ่มใจจะเป็นพื้นที่ทดลองสำคัญที่ช่วย ‘ถอดรหัส’ ปัญหาที่ซับซ้อนของคนไร้บ้าน และนำองค์ความรู้นั้นไปซัพพอร์ตระบบการทำงานของ กทม. ให้แข็งแกร่งขึ้น โดยใช้ทีมสหวิชาชีพเข้ามาช่วยขจัด ‘ปัจจัยเหนี่ยวรั้ง’ ต่างๆ เพื่อให้คนไร้บ้านพร้อมกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคม 

คุณภรณี ภู่ประเสริฐ (ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส.)
เติมเต็ม ‘ซอฟต์แวร์’ ให้กับ ‘ฮาร์ดแวร์’ ของเมือง คุณภรณีเปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพว่า วันนี้ กทม. ได้ลงทุนสร้าง ‘ฮาร์ดแวร์’ (อาคารและสถานที่) เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่สิ่งที่ สสส. และภาคีเครือข่ายจะเข้ามาช่วยเติมเต็มคือ ‘ซอฟต์แวร์’ หรือกระบวนการภายใน ในการหนุนเสริมนั้น สสส. จะมุ่งเน้นเรื่อง ‘สุขภาวะ’ เพราะเชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เมื่อคนไร้บ้านมีที่พัก มีงาน และมีเงินออมแล้ว สุขภาพกายและใจที่แข็งแรงจะเป็นฐานสำคัญที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่มั่นคงและมีอายุยืนยาวต่อไป 

การกลับมาของ ‘บ้านอิ่มใจ’ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่เรื่องของสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นเรื่องของ ‘ระบบ’ ที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เพื่อให้ที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ที่พักพิงชั่วคราว แต่คือพื้นที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิตของผู้คนได้ซึ่งเป็นโจทย์ที่สังคมจะร่วมกันติดตามและสนับสนุนต่อไป

ชมบันทึกไลฟ์การเสวนาวิชาการฯ ย้อนหลังได้ที่: https://web.facebook.com/share/v/18B2EkD482/

#penguinhomeless #บ้านอิ่มใจ #ศูนย์พักคนไร้บ้าน #กรุงเทพมหานคร #คนไร้บ้าน