ไร้บ้าน แต่มีงานทำ : เพราะโอกาสไม่ได้มีเท่ากันทุกที่ พวกเขาจึงยอมมาเป็น ‘คนไร้บ้าน’ เพื่อทำงานที่พัทยา
ภาพที่ 1

“เห็นขวดก็เหมือนเห็นเงิน เห็นขวดเปล่ากองอยู่เยอะๆ ก็เหมือนเห็นเงินเป็นกอง”
ชีวิตคนไร้บ้านใครว่าไม่มีเรื่องเครียด เราถาม ‘เข็ม’ คนไร้บ้านในเมืองพัทยาว่ามีวิธีคลายเครียดยังไง ตอนแรกคาดเดาไว้ว่าเมืองใหญ่แบบนี้คงมีที่เที่ยวหรือมีอะไรให้ทำเยอะเพื่อผ่อนคลาย แต่เข็มบอกว่าวิธีคลายเครียดสำหรับเธอคือ ‘การเดินเก็บขวด’
นอกจากงานขายบริการที่เข็มทำอยู่ อีกงานหลักของเธอตอนนี้คือการเก็บขวดขาย กลายเป็นว่างานและการคลายเครียดคือเรื่องเดียวกัน เข็มบอกว่าการเดินไปเรื่อยๆ แล้วเจอขวด ก็เหมือนกับเจอเงิน แค่มีเงินก็หายเครียดแล้ว
เข็มเป็นคนจังหวัดเลย ย้ายมาอยู่พัทยาตั้งแต่อายุ 19 ก่อนหน้านี้ทำมาหลายอาชีพไม่ว่าจะเป็นคนงานก่อสร้าง ทำงานเรือ หรือแม้กระทั่งเป็นดีเจตามร้านอาหาร แต่เพราะด้วยปัญหาสุขภาพกับน้ำหนักมากขึ้นทำให้ไม่คล่องตัวเหมือนเมื่อก่อน ส่วนงานดีเจก็อยู่ร้านที่มีแต่กลิ่นบุหรี่ทำให้เธอเลือกออกมาดีกว่า
ตอนนี้เธออายุ 32 นับเป็นเวลากว่าสิบปีที่ห่างจากบ้านเกิดตัวเองมา เข็มบอกว่านานๆ ทีจะกลับบ้านเพราะกลับทีก็ต้องใช้เงินเยอะ เธอเล่าว่ากลับบ้านล่าสุดก็เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง
แต่ในเมื่อมีบ้านให้กลับ แถมตัวเองก็เคยกลับไปแล้ว ทำไมยังมาเป็นคนไร้บ้านที่พัทยาอีก? เข็มเล่าว่าอยู่พัทยายังมีงานให้ทำ แต่กลับบ้านไม่ได้มีงานแบบนี้
“อยู่ที่นู่น (จังหวัดเลย) ต้องทำไร่ทำสวน วันหนึ่งก็ได้ประมาณ 300 บาท สู้อยู่ที่พัทยาดีกว่า เก็บขวดขายบ้าง หาลูกค้าบ้างอย่างน้อยเราก็ได้วันหนึ่ง 300-500 บางทีได้ 700-800 ก็มี เราเคยได้บ้างแต่นานๆ ที”
พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าพัทยาจะดีไปเสียทุกอย่าง เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจทำให้ค่าครองชีพก็สูงไม่น้อย
“บางทีแทบจะไม่ได้ซื้ออะไรเลย ข้าวก็ 70-80 บาทแล้ว ถ้าเกิดว่าเป็นแกงถุงก็ถุงละ 30 บาท กินไม่อิ่มหรอกแต่ต้องกิน”
ไม่ใช่แค่เรื่องของค่าครองชีพที่แพง เข็มบอกกับเราว่าการเป็นคนไร้บ้านต้องเจอกับปัญหา ‘รอบด้าน’ ที่ที่เธอนอนอยู่ทุกวันนี้วันดีคืนดีก็มีคนมาไล่ เธอและเพื่อนคนอื่นๆ ก็ต้องย้ายไปนอนที่อื่น บางทีก็มีคนทั่วไปมาแกล้ง หรือบางทีก็มีคนมาขโมยของระหว่างที่กำลังนอนอยู่
แม้เจอปัญหารอบด้านขนาดนี้ เข็มบอกว่าก็ยังดีที่มีคนคอยอยู่เคียงข้าง ทำให้ยิ้มได้ในวันที่เครียดมากๆ คนนั้นก็คือแฟนของเธอเอง แถมยังมี ‘โคล่าบู้’ หมาที่เธอและแฟนคอยให้อาหารเป็นประจำ
ภาพที่ 2

“ชีวิตก็ไปเรื่อยๆ แบบนี้ เหมือนรถขายโอ่ง ขับไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมาย”
นิยามของคนไร้บ้านในแบบของเข็ม สำหรับตัวเข็มเอง ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีเป้าหมาย แต่ลำพังเอาตัวรอดไปวันๆ ยังยาก เป้าหมายของตัวเองเลยยังเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่ต้องมีก็ได้
แต่มีเป้าหมายที่อยากทำให้ได้ คือการสร้างอนาคตไว้ให้ลูก ตอนนี้เข็มมีลูกหนึ่งคนซึ่งฝากคนสนิทเลี้ยง เข็มบอกว่าทุกวันนี้ก็พยายามแบ่งเงินจากรายได้ส่วนหนึ่งมาเก็บออมไว้ให้ลูก เธออยากสร้างอนาคตให้ลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ความหวังของเราก็คือ อยากให้ลูกเรียนสูงๆ เราพร้อมที่จะสนับสนุน ถึงชีวิตพ่อแม่ลำบากแต่เราไม่อยากให้ลูกลำบาก ทุกวันนี้ก็อยากให้ลูกสบาย”
คนไร้บ้านก็มีวิธีสู้ชีวิตในแบบของตัวเอง ซึ่งเป็นการสู้สุดตัวสุดใจของพวกเขาแล้ว ด้วยต้นทุนที่มีไม่เท่าคนอื่น ฉะนั้นถ้าจะบอกว่าคนไร้บ้านเป็นคนขี้เกียจ คอยแต่จะเอาความช่วยเหลืออย่างเดียวคงไม่ใช่เสมอไป อย่างน้อยเข็มก็ไม่ใช่หนึ่งในนั้น
อคติต่อคนไร้บ้านยังเป็นปัญหาที่มีอยู่ในสังคม และส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือที่เหมาะสมได้ เมื่อถามว่าคิดว่าคนอื่นจะมองคนไร้บ้านยังไง เข็มตอบว่าไม่รู้และไม่ได้สนใจ
“ไม่สนใจหรอกว่าเขาจะมองยังไงเพราะเขาไม่ได้มาหาให้เรากิน เราหาเลี้ยงตัวเอง”
ตอนนี้เข็มก็ยังมีสถานะเป็นคนไร้บ้าน แม้ดูแล้วเส้นทางในชีวิตของเธอมีแต่เรื่องยากๆ แต่อย่างน้อยเข็มก็ผ่านแต่ละวันไปได้เพราะยังมีที่พึ่งพิงทางใจ ไม่ว่าจะเป็นแฟน ลูก หรือเจ้าโคล่าบู้
ภาพที่ 3

“ก็ไม่อยากกลับ เรารักที่นี่”
ถึงแม้จะอยู่อย่างไร้บ้าน แต่ ‘ไก่’ ก็ยังอยากจะอยู่ที่พัทยาต่อ เพราะเสน่ห์ของที่นี่ทำให้เธอไม่อยากไปไหน
ไก่เป็นคนโคราช ย้ายมาที่พัทยาได้ประมาณ 10 ปีแล้ว เธอบอกว่ามาที่นี่เพราะเพื่อนชวนมาเที่ยว พอมาถึงก็รู้สึกชอบพัทยาเป็นพิเศษ จึงพยายามหางานทำและย้ายตัวเองมาอยู่ที่นี่
ในเมื่อชอบพัทยาขนาดนี้ เราลองถามไก่ว่ามีที่ไหนแนะนำให้นักท่องเที่ยวแบบเราบ้าง ไก่ใช้เวลานึกสักพักและบอกว่าวอล์คกิ้งสตรีทคือสถานที่ที่ควรไป นอกจากนี้ก็พวกห้างรอบๆ ที่เอาไว้เดินเล่นตากแอร์และฆ่าเวลาได้บ้าง
อาชีพของไก่ตอนนี้ก็คล้ายกับเข็ม นั่นก็คือเก็บขวดขายและขายบริการ ไก่จะใช้เวลาเช้าตั้งแต่ 6 โมงถึง 9 โมง เดินเก็บขวดไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาก็ค่อยเอาไปขาย รายได้จากการขายขวดบางวันก็ได้มากถึง 300-400 บาท
ก่อนหน้าที่จะมาคุยกับไก่ เราได้ข้อมูลคร่าวๆ ของไก่มาจาก ‘บุ้ง’ แกนนำอาสาสมัครดูแลสนับสนุนส่งต่อผู้รับบริการ ภายใต้หน่วยงาน HON (Health and Opportunity Network) ซึ่งในอดีตบุ้งเคยเป็นคนไร้บ้านมาก่อน อยู่กินนอนกับไก่ในพื้นที่เดียวกันนี่เอง
บุ้งเล่าว่าตอนเห็นไก่แรกๆ เธอเป็นคนหน้าตาดี อีกทั้งยังเคยมีสามีฝรั่ง แต่พอเลิกรากันไปไก่ก็ไม่มีที่พึ่ง และเพราะไก่มีอาการทางสุขภาพจิตทำให้ไม่สามารถสื่อสารเรื่องราวได้เหมือนคนทั่วไป เธอจึงกลายมาเป็นคนไร้บ้านในพื้นที่นี้
เราสังเกตว่าไก่ดูเป็นคนรักสวยรักงาม แขนทั้งสองข้างของไก่เต็มไปด้วยแหวนและกำไล เธอเล่าว่าบางอย่างเพื่อนก็ซื้อมาให้ บางอย่างก็หามาเอง
“อันนี้ได้มาจากพี่ถัง” ไก่กล่าวพร้อมกับชี้แหวนและกำไลให้เราดู
ตอนแรกเราเข้าใจว่า คงจะเป็นเพื่อนของไก่ที่ชื่อถังที่เอาเครื่องประดับมาให้ บุ้งที่ยืนฟังกับเราบอกว่า ‘พี่ถัง’ ไม่ใช่คน แต่หมายถึงถังขยะ ฟังดูแล้วก็เป็นวิธีเรียกถังขยะที่น่ารักดี
กำไลของไก่ทำให้เราเข้าใจได้ว่า บางทีคนไร้บ้านก็อยากมีมุมรักสวยรักงามเหมือนคนทั่วไปเหมือนกัน อย่างน้อยมันก็เป็นที่พึ่งทางใจได้ แถมยังเป็นเหมือนรางวัลเล็กๆ จากการค้นถังขยะเพื่อหาขวดไปขายอีกด้วย
ภาพที่ 4

“มีสายตาหลายรูปแบบที่มองเข้ามาหาเรา บางคนก็ไม่เข้าใจหรอก บางคนก็อาจจะมองว่าทำไมเราถึงมานอนตรงนี้ทั้งๆ ที่แขนขาก็ยังดี ทำไมไม่ไปทำมาหากิน”
‘บุ้ง’ บอกกับเราว่า ตอนที่เป็นคนไร้บ้าน เธอเจอความหลากหลายของ ‘สายตา’ ที่มองเข้ามา มีทั้งสงสัย สงสาร ไปจนถึงรังเกียจ แต่ถ้ามองเข้ามาด้วยเจตนาที่ดีเธอก็ขอบคุณ ส่วนการมองเข้ามาในแง่ลบบุ้งบอกว่าตัวเองในตอนนั้นไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
“เราโชคดีตรงที่เป็นคนที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เขามองเข้ามาไม่ดีแต่เขาก็ไม่ได้มาเป็นเรา เราจะลำบากยังไงเขาก็ไม่ได้มานอนกับเราตรงนี้สักหน่อย”
บุ้งเป็นคนสมุทรปราการแต่ย้ายมาพัทยาเพราะอยากมีงานทำและอยากมีอิสระ ช่วงแรกๆ เธอก็มีงานทำตามปกติ บุ้งเก็บของเก่าขายและเคยขายบริการ แต่พอเจอโควิด-19 เข้ามา ทำให้เธอไม่มีรายได้เท่าแต่ก่อน ห้องที่เคยอยู่ก็เลยต้องออก เมื่อเห็นว่ามีคนนอนตามที่สาธารณะ เธอจึงตัดสินใจทำบ้าง เพราะในตอนนั้นไม่ได้มีทางเลือกสักเท่าไหร่
“ตอนแรกเราไม่ได้คุ้นกับคนไร้บ้านคนอื่นหรอก แต่พอเรามาเป็นคนไร้บ้านปุ๊บ เรารู้สึกว่าคนที่มานอนใกล้ๆ เราไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร”
บุ้งเล่าว่าคนไร้บ้านไม่ได้เลวร้ายตามที่สังคมเข้าใจ เคยมีครั้งหนึ่งที่มีคนทั่วไปเอาของมาแจกแต่บุ้งไม่อยู่ เพื่อนๆ คนไร้บ้านก็เก็บของเหล่านั้นเผื่อไว้ให้บุ้ง น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ก็ทำให้มีมิตรภาพเกิดขึ้นได้
จากคนมีบ้านกลายมาเป็นคนไร้บ้าน บุ้งเล่าว่ามันคือปรับตัวครั้งสำคัญของเธอ แม้ในตอนแรกจะมีคำถามว่าจะอยู่ยังไง จะกินยังไง จะอาบน้ำที่ไหน แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ เธอก็สามารถปรับตัวและหาลู่ทางได้เอง
“สถานการณ์บีบบังคับ เราก็ต้องอยู่ให้ได้เพราะเราก็ยังหายใจอยู่”
เกือบ 2 ปีที่บุ้งใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้าน จนกระทั่งเพื่อนในกลุ่มคนไร้บ้านด้วยกันชักชวนให้ไปทำงานกับกลุ่ม HON โดยมีหน้าที่เป็นแกนนำช่วยเหลือคนไร้บ้าน การตอบตกลงของบุ้งครั้งนั้นทำให้เธอค่อยๆ หลุดพ้นจากการเป็นคนไร้บ้าน เพราะเธอเริ่มมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น ใครจะไปรู้ว่าก้าวเล็กๆ อย่างการเป็นแกนนำคนไร้บ้าน จะเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้เธอมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
เมื่อถึงเวลาที่ได้รับโอกาส บุ้งก็ไม่ลืมที่จะส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับเพื่อนคนไร้บ้านด้วยกัน บุ้งเล่าว่าเธอคอยกลับมาถามไถ่ว่าคนไร้บ้านต้องการอะไรบ้าง รวมถึงช่วยดูแลเคสที่ต้องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ช่วยพาไปทำบัตรประชาชน ช่วยดูแลผู้ป่วยในพื้นที่สาธารณะอีกด้วย
“เคยมีคนไร้บ้านเอาขวดไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่า ปรากฏว่าได้ราคาน้อยกว่าคนทั่วไปเอาไปขาย เราเห็นแบบนี้เราก็ไม่ยอม เข้าไปคุยกับเขาว่าทำไมถึงทำแบบนี้”
คนไร้บ้านไม่ได้ต้องการโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ พวกเขาต้องการโอกาสที่เท่ากับคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ แต่เพราะต้นทุนที่ไม่มีเหมือนคนอื่นทำให้ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสนั้นได้
“คำว่าโอกาสหาได้ยากมากนะสำหรับคนไร้บ้าน มันน้อยมากที่จู่ๆ เราอยู่ตามถนนแล้วมีคนอยากจะช่วยเหลือเรา พอเรามีที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ ก็กระตุ้นให้เราอยากพัฒนาชีวิตตัวเองมากขึ้น” บุ้งทิ้งท้าย
ประเด็น : ที่มาที่ไปของคนไร้บ้านที่พัทยา ที่ต้องการเข้ามาหาโอกาสจากเมืองเศรษฐกิจแต่ไม่สำเร็จ
แหล่งข้อมูล : คนไร้บ้านในพัทยา
เรื่อง : ณัฐริฎา ศิริสอน
ภาพ : สุกฤษฎิ์ ปัจจันตดุสิต
ภาพประกอบ : บัว คำดี
