หลายเหตุผลของ ‘คนไร้บ้านสูงวัย’ คุยกับ ‘ปราง-อารีภรณ์’ วัยใกล้ 60 ที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตบั้นปลายจะไร้บ้าน

“ไม่น้อยลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้น”

นี่คือสถานการณ์ของ ‘คนไร้บ้านสูงวัย’ ในจังหวัดขอนแก่น ที่บอกเล่าผ่าน ‘ปราง-อารีภรณ์ คะยัด’ แกนนำคนไร้บ้านประจำบ้านโฮมแสนสุข ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน จังหวัดขอนแก่น

ปรางก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของคนไร้บ้านสูงวัยในจังหวัดขอนแก่น ปีนี้เธออายุ 59 ปีแล้ว ขณะเดียวกันเพื่อนคนไร้บ้านคนอื่นๆ มีตั้งแต่อายุ 50 ต้นๆ ไปจนถึง 60 ปรางเล่าว่าคนไร้บ้านสูงวัยที่นี่มีมากถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนคนไร้บ้านในขอนแก่นเลยทีเดียว

วัยนี้เป็นวัยที่สังคมมองว่าควรอยู่บ้านพักผ่อน เลี้ยงหลาน แต่ทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงกลายมาเป็นคนไร้บ้านได้? ปรางบอกว่าพวกเขาในอดีตคือคนที่มีกำลัง มีไฟในการทำงานอยู่ บางคนย้ายที่อยู่ตามงานที่ทำไปเรื่อยๆ แต่พออายุเริ่มมากขึ้น งานที่เคยทำก็เริ่มทำได้ไม่ดีเท่าเมื่อก่อน ค่าแรงที่เคยได้รับก็ลดน้อยลงตามประสิทธิภาพ ไปๆ มาๆ เงินเก็บหดหาย จนสุดท้ายกลายมาเป็นคนไร้บ้าน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต ที่ทำให้คนคนหนึ่งกลายมาเป็นคนไร้บ้านได้ บางคนยังมีปัญหากับบ้านเก่าหรือครอบครัวทำให้ไม่สามารถกลับบ้านได้อีกด้วย

“เพื่อนในกลุ่มหลายคนที่เป็นคนไร้บ้านเขาส่วนสูญเสียความรู้สึกดีๆ ต่อคนในครอบครัว”

เพราะบ้านไม่ใช่ที่พักกายแต่ต้องเป็นที่พักใจอีกด้วย ในเมื่อรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่ที่พักจิตใจได้อีกต่อไป พวกเขาจึงเลือกออกมาอยู่ข้างนอก

เงื่อนไขชีวิตของคนไร้บ้านแตกต่างจากคนทั่วไปมาก โอกาสในการมีงาน มีเงิน และมีบ้านไม่ได้มาในช่วงพริบตาขนาดนั้น ยิ่งถ้าเป็นคนไร้บ้านสูงวัย พวกเขายิ่งต้องเจอกับเงื่อนไขของอายุและร่างกายเขาไปอีก

“คนไร้บ้านสูงวัยไปรับจ้างก็ได้เงินมานิดๆหน่อยๆ แล้วก็เก็บของเก่าขาย ในขอนแก่นจะมีผู้หญิงที่อายุ 50-60 ที่ยังเก็บของเก่าขายอยู่หลายคน เพราะว่าเขาจะไปทำงานแบบใช้แรงไม่ได้ไม่มีแรงทำแล้ว”

ไหนจะเรื่องของสุขภาพที่บางคนต้องต่อสู้กับโรคภัยที่ตัวเองมี ปรางเล่าว่าส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและโรคความดัน เมื่อถึงทางตันบางคนยอม ‘ไม่รักษา’เลยก็มี เนื่องจากต้องใช้เงินจำนวนหนึ่ง บวกกับโดนการเลือกปฏิบัติจากสถานพยาบาล พวกเขาเลยเลือกที่จะไม่รักษาไปเลยดีกว่า

การเลือกปฏิบัติก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิต ปรางเล่าว่าคนไร้บ้านส่วนหนึ่งขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ คนทั่วไปคิดมากเท่าไหร่ คนไร้บ้านคิดหนักกว่านั้นหลายเท่า เพราะปัญหาที่ทับซ้อนทำให้มองไม่เห็นทางออกสักที

“ลองนึกหลับตานึกภาพว่าเราอยู่กลางน้ำ แล้วเราเห็นบางอย่างผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางทะเล เราพร้อมที่จะจมน้ำไปเลย เพราะกลัว” ปรางเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ไร้บ้าน ไร้เงิน ไร้ความมั่นใจ

ปีนี้ปรางอายุ 59 ปีแล้ว เรียกได้ว่าเข้าขั้นผู้สูงวัย เธอยังนิยามตัวเองว่าเป็นคนไร้บ้านอยู่ถึงแม้จะมีห้องเช่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะปรางมองว่าตัวเองยังอยู่สภาวะเสี่ยงที่จะเป็นคนไร้บ้าน งานที่มีก็ยังไม่มั่นคงมากพอ เนื่องจากบางวันก็ทำงานรับจ้าง บางวันก็ทำงานที่บ้านโฮมแสนสุข เธอคิดว่าถ้ามั่นคงกว่านี้คงจะพูดได้เต็มปากว่าหลุดพ้นจากการเป็นคนไร้บ้านแล้ว

“เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะต้องออกไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะไหม เพราะเดี๋ยวนี้งานก็หายาก อายุก็มากขึ้นแล้ว ทางเลือกย่อมน้อยลง”

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน สิ่งที่ทำให้เธอกลายมาเป็นคนไร้บ้านคือการ ‘ตายจากกัน’ ปรางเล่าว่าเธอไม่มีทั้งพ่อแม่ หรือปู่กับย่า ทุกคนเสียชีวิตหมดแล้ว การอยู่ในบ้านหลังเดิมจึงไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายใจอีกต่อไป เธอจึงเริ่มออกเดินทางไปหางานทั้งในกรุงเทพฯ เพื่อไปหางานทำ ซึ่งก็ได้ทั้งงานแม่บ้าน งานรับจ้าง จนมีเงินมากพอสำหรับเช่าที่พัก

“ตอนที่โควิดยังไม่ระบาดเราคิดว่าอยากเก็บตังค์ให้ได้ แล้วพอแก่ตัวหน่อยก็จะบวชชี ตอนนั้นคิดไว้ว่าอย่างน้อยอยากมีเงินติดตัวไว้สัก 2-3 แสน”

แต่เมื่อเจอช่วงโควิด-19 ระบาดไป ความตั้งใจที่อยากจะเก็บเงินเยอะๆ ก็เลือนรางลง เมื่อทุกอย่างถูกปิด งานที่เคยมีก็หยุดชะงักไปด้วย ปรางจึงตัดสินใจไปตั้งหลักที่จังหวัดหนองคายเนื่องจากตัวเองมีทะเบียนบ้านที่นั่น พออยู่ศูนย์คุ้มครองฯ ได้ 2-3 เดือน ก็มีคนรู้จักชวนไปอยู่ที่ศูนย์คุ้มครองที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งก็คือบ้านโฮมแสนสุขนั่นเอง

ปรางมองว่าขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ใหญ่ น่าจะมีทั้งที่พักและงานให้เลือกทำหลากหลายกว่าที่เดิม โชคดีว่าระหว่างที่ปรางเป็นคนไร้บ้าน เธอได้อยู่ที่ศูนย์คุ้มครองเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เลยทำให้อย่างน้อยก็มีที่นอน มีห้องอาบน้ำ

แต่ก็ใช่ว่ามีที่พักแล้วชีวิตจะสบายเลยเสียทีเดียว การปรับตัวมาเป็นคนไร้บ้านทำให้เธอต้องคิดเยอะกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำใจยอมรับว่าเราไม่มีที่พึ่งแล้ว ต้องคอยหาลู่ทางให้ตัวเองอยู่ได้ ยิ่งเป็นผู้สูงวัยและเป็นผู้หญิง ปรางเล่าว่าช่วงแรกๆ เธอมีแต่ความกลัว

“เมื่อช่วง 4-5 ปีที่แล้ว มีข่าวคนสูงวัยโดนข่มขืน ตอนนั้นเรากลัวมาก เพราะเราไม่มีที่พึ่งอะไรเลย แล้วเราก็เป็นผู้หญิงด้วย เคยคิดถึงขั้นที่ว่าอยากหนีความกลัวนี้ด้วยการตายไปเลย”

หลังจากที่ความกลัวทำให้ปรางคิดสั้น ปรางเล่าว่าเธอก็ต้องไปเข้ากระบวนการฟื้นฟูดูแลร่างกายและจิตใจ

‘แกนนำคนไร้บ้าน’ เพื่อนที่เข้าใจคนไร้บ้านด้วยกัน

พออยู่ที่ศูนย์ฯ ไปสักพักปรางก็เริ่มทำงานอาสาช่วยเหลือเพื่อนคนไร้บ้านด้วยกัน จนมาถึงปัจจุบันปรางได้กลายเป็นแกนนำกลุ่มคนไร้บ้าน ที่ขับเคลื่อนสิทธิของเพื่อนๆ คนไร้บ้านให้เท่าเทียม รวมถึงผลักดันให้พวกเขาเข้าถึงโอกาสการทำงาน รายได้อื่นๆ อีกด้วย

หน้าที่ของปรางคือจัดการเรื่องเอกสารสำคัญของคนไร้บ้านทั้งสูงวัยและไม่สูงวัย บางคนไม่มีบัตรประชาชนก็พาไปทำ เพราะว่าบัตรประชาชนทำให้พวกเขาเข้าสิทธิการรักษาได้สะดวกขึ้น บางคนที่มาจากต่างจังหวัดปรางก็จะเข้าไปช่วยย้ายสิทธิจากโรงพยาบาลเดิมมาที่ขอนแก่นให้

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มทักษะ ‘ติดอาวุธ’ ให้กับคนไร้บ้าน เพื่อทำให้พวกเขาหางานได้ง่ายยิ่งขึ้น บางครั้งถ้ามีการจ้างงานจากหน่วยงานภายนอกมา ปรางก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ทั่วกัน ส่วนคนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงวัยก็จะพยายามหางานที่เข้ากับเงื่อนไขทางร่างกายให้เขาทำได้มากที่สุด

ปรางบอกว่าตัวเองไม่ใช่ที่ปรึกษา แต่เป็น ‘เพื่อน’ มากกว่า เพราะเธอเองก็พยายามรับฟังปัญหาของคนไร้บ้านเท่าที่จะทำได้ การเป็นแกนนำทำให้ปรางรู้จักกับคนมากหน้าหลายตา เวลาคนไร้บ้านมาปรึกษาอะไร ปรางก็จะนำคำถามเหล่านั้นไปถามคนอื่นต่อ เพื่อหาคำตอบกลับมาให้พวกเขา

การช่วยเหลือคนอื่นสำหรับปรางก็คือการช่วยเหลือตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะทำให้ปัญหาของคนไร้บ้านมีทางออกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือทำให้ปรางรู้สึกเข้มแข็งขึ้นด้วย

“เรารู้สึกว่าเราต้องเข้มแข็งมากพอที่จะไปดึงคนอื่นขึ้นมาได้ เราคิดถึงตอนที่เราลำบากเพราะตอนนั้นเราไม่มีเพื่อน แต่ตอนนี้เรามีแล้ว เรามีโอกาสแล้ว มันก็เลยเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราทำ”

ปรางยกตัวอย่างหน้าที่หนึ่งของเธอ ก็คือการสนับสนุนให้คนไร้บ้านมีสุขภาพที่ดี ปรางมองว่าอย่างแรกคือการขับเคลื่อนให้คนไร้บ้านได้เข้าถึงที่อาบน้ำ เพราะการไม่อาบน้ำมีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ

“คนไร้บ้านในขอนแก่นเขามักอยู่ในพื้นที่ที่มีแต่ควันฝุ่น อยู่ข้างถนนก็นอนมองรถวิ่งไปวิ่งมา สูดดมควันอยู่แบบนั้นทั้งวัน นอนก็นอนกับพื้นถนน เราก็ช่วยด้วยการเอาแมสก์เอาถุงมือไปให้เขา แล้วก็ย้ำเขาว่าถ้าป่วยให้บอก”

อยู่ใกล้แค่ไหนก็ยังไกลจากสังคม

“ผู้คนเห็นเราเป็นต้นไม้ในเมือง มีชีวิตแต่ไม่มีตัวตน”

ภาพคนไร้บ้านนอนริมทาง กินข้าวริมถนนเป็นภาพที่หลายคนรู้สึกชินตาไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ต่างอะไรกับมองถนนแล้วเห็นต้นไม้

ความชินชาทำให้การขับเคลื่อนเรื่องสิทธิคนไร้บ้านขยับไปได้ไม่ไกล เมื่อสังคมมองว่าคนไร้บ้านอยู่ตรงนี้เป็นเรื่องปกติ ก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่ไปได้โดยไม่มีการช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันคนไร้บ้านเองก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากใครเพราะคิดว่าสังคมรังเกียจ

“คนทั่วไปกับคนไร้บ้านยืนห่างกันแค่สามเมตร แต่คนไร้บ้านเขาจะรู้ว่าห่างมากเลยนะ มันเป็นความห่างของความรู้สึกที่พูดไม่ถูกเหมือนกัน”

อคติที่ถูกผลิตซ้ำทำให้คนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนไร้บ้าน แถมยังทำให้คนไร้บ้านไม่กล้าขอความช่วยเหลือ 

ปรางรู้ดีว่าคนไร้บ้านคือคนส่วนน้อยในสังคม การจะไปเปลี่ยนความคิดของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศมันคงเป็นไปไม่ได้ เธอจึงพยายามเปลี่ยนที่คนของตัวเองก่อน

“เราจะบอกกับคนไร้บ้านว่าให้ดูตัวเองว่าเป็นยังไง ไม่ต้องเชื่อที่คนอื่นพูด เช่น มีคนบอกว่าคนไร้บ้านสกปรก ก็ให้หันมาดูตัวเองว่าสกปรกจริงไหม ถ้าจริงแล้วเขาอยากอาบน้ำ เราก็พาเขาไป”

ปรางมองว่าคนไร้บ้านที่ขอนแก่นมีความกล้าแสดงออก กล้าพูด หลายครั้งที่ปรางเข้าไปเยี่ยมเพื่อนคนไร้บ้านด้วยกัน ถ้าอีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรก็จะขอความช่วยเหลือทันที ไม่ว่าจะเป็นสบู่ แปรงสีฟัน ที่อาบน้ำ ซึ่งปรางมองว่ามันก็ดีที่เขายังรักสะอาด ยังอยากปรับปรุงตัวเองอยู่

แต่ในขณะเดียวกันปรางก็อยากให้คนทั่วไปเข้าใจปัญหาของคนไร้บ้านอย่างลึกซึ้ง มองคนไร้บ้านอย่างมีที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่ต้นไม้อย่างที่เคยได้กล่าวไว้ เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่พยายามเต็มที่แล้ว ใส่สุดแรงแล้ว แต่โอกาสก็ยังไม่เข้ามาสักที ไหนจะเรื่องของต้นทุนที่แทบจะไม่มีเลย บางคนมีเงินติดตัวก็จริง แต่ก็มีพอแค่กินข้าว จะเช่าห้องก็ไม่มีเงินพอ แค่จ่ายห้องล่วงหน้าก็ไม่มีแล้ว

ปัญหาของคนไร้บ้านคือปัญหาที่ทับซ้อนกันไม่จบสิ้น แต่ไม่ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้เสียทีเดียว เพียงแต่มันต้องใช้ทั้งเวลาและแรงผลักดันจากหลายอย่างพอสมควร ที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้ถูกคลี่คลายลงได้

ในขณะเดียวกันการเมินเฉยเรื่องของคนไร้บ้านไปเลยก็ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องเสียเท่าไหร่ ชีวิตของปรางเองก็ทำให้เห็นว่าเธอเป็นคนที่พยายามมาตลอด แต่จู่ๆ วันหนึ่งกลับมีอุปสรรคที่เลี่ยงไม่ได้อย่างโควิดเข้ามาเลยทำให้ชีวิตพลิกผัน การปล่อยให้ปัญหาของคนไร้บ้านเป็นเรื่องคนไร้บ้านอย่างเดียวอาจจะส่งผลต่อตัวเองเราสักวันหนึ่ง เพราะแม้แต่เราเองจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวันหนึ่งจะไม่กลายเป็นคนไร้บ้าน 

เรื่อง : ณัฐริฎา ศิริสอน

ภาพประกอบ : บัว คำดี