ส่องนโยบายคนไร้บ้าน “ชัชชาติ 2”

การได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยที่สองของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทำให้คำถามสำคัญต่อนโยบายคนไร้บ้านของกรุงเทพมหานครไม่ใช่เพียงว่า “จะทำอะไรใหม่” แต่คือสิ่งที่เริ่มต้นไว้ในช่วงสี่ปีแรกจะถูกต่อยอดอย่างไร และกรุงเทพมหานครจะสามารถขยับจากการมีโครงการช่วยเหลือคนไร้บ้านเป็นรายกิจกรรม ไปสู่การสร้าง “ระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาการไร้บ้านระดับเมือง” ได้หรือไม่

หากย้อนกลับไปพิจารณาการดำเนินงานในสมัยแรก จะเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญประการหนึ่ง คือการค่อย ๆ ขยับมุมมองของเมืองจากการมองคนไร้บ้านในฐานะปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่สาธารณะ ไปสู่การมองคนไร้บ้านในฐานะประชาชนของเมืองที่ต้องสามารถเข้าถึงสิทธิ สุขภาพ การทำงาน และที่อยู่อาศัย

ตลอดช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้พัฒนาเครื่องมือหลายด้าน ตั้งแต่การสำรวจและจัดทำข้อมูลคนไร้บ้าน การตรวจสุขภาพเชิงรุก การช่วยเหลือด้านเอกสารประจำตัวและสิทธิสวัสดิการ การจัดบริการเชิงรุกในพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนการเปิด “บ้านอิ่มใจ” บริเวณการประปาแม้นศรีเดิม ให้เป็นพื้นที่บริการแบบครบวงจร ทั้งที่พักชั่วคราว อาหาร สุขอนามัย การเข้าถึงสิทธิ การฝึกอาชีพ และการจับคู่กับงาน

เมื่อมองนโยบายของ “ชัชชาติ 2” จะพบว่าแกนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การรื้อระบบเดิมเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการขยายและเชื่อมต่อสิ่งที่ได้ทดลองทำมาแล้วให้กลายเป็นระบบที่ครอบคลุมมากขึ้น

ทิศทางแรกคือการกระจายบริการออกจากพื้นที่ส่วนกลาง ผ่านการเพิ่มศูนย์พักกายหรือพื้นที่พักพิงชั่วคราวใน 6 กลุ่มเขต การขยายจุดบริการสวัสดิการทั้งแบบประจำและเคลื่อนที่ และการเพิ่มบริการสุขภาพสำหรับโรคเรื้อรัง การแพทย์ทางไกล และการรักษาต่อเนื่อง

ทิศทางที่สองซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน คือการขยายบทบาทของ “บ้านอิ่มใจ” จากสถานที่พักพิงและรับบริการสวัสดิการ ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางการจ้างงานของกลุ่มเปราะบาง”

ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะข้อมูลจากการให้บริการของบ้านอิ่มใจสะท้อนให้เห็นว่า ผู้เข้ามาใช้บริการไม่ได้มีเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะมาเป็นเวลานานเท่านั้น แต่มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็น “คนจนเมือง” และเกือบร้อยละ 80 ของผู้ใช้บริการมีความต้องการทำงานหรือเข้ารับการฝึกงาน

ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของปัญหาความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ได้อย่างน่าสนใจ เพราะเส้นแบ่งระหว่าง “คนมีบ้าน” กับ “คนไร้บ้าน” ในเมืองใหญ่ไม่ได้ชัดเจนเสมอไป คนจำนวนหนึ่งอาจยังมีห้องเช่าอยู่ในวันนี้ แต่มีรายได้ไม่แน่นอน ค้างค่าเช่า หรือไม่มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับรับมือกับการตกงานและเหตุฉุกเฉิน เพียงการสูญเสียรายได้ไม่กี่สัปดาห์ก็อาจผลักคนกลุ่มนี้เข้าสู่ภาวะไร้บ้านได้

การทำให้บ้านอิ่มใจเป็นพื้นที่หางานจึงไม่ใช่เพียงนโยบายส่งเสริมอาชีพ แต่สามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบบป้องกันการไร้บ้าน” ของเมืองด้วย

ตามแนวนโยบาย บ้านอิ่มใจจะทำหน้าที่เชื่อมโยงคนไร้บ้านและคนจนเมืองเข้ากับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ พร้อมพัฒนารูปแบบการจ้างงานและตำแหน่งงานให้เหมาะสมกับศักยภาพที่แตกต่างกัน ตั้งแต่งานภาคบริการ งานดูแลสวน งานรักษาความปลอดภัย งานจัดการขยะ ไปจนถึงงานดูแลเมือง ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรฝึกทักษะที่สัมพันธ์กับความต้องการของตลาดแรงงาน

หากดำเนินการได้จริง บ้านอิ่มใจอาจพัฒนาจาก “สถานที่” ไปเป็น “กลไกกลาง” ของเมือง กล่าวคือ คนคนหนึ่งสามารถเข้ามาอาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ตรวจสุขภาพ ตรวจสอบสิทธิ รับคำปรึกษา ฝึกทักษะ หางาน และวางแผนเรื่องที่อยู่อาศัยต่อไปได้จากจุดเดียว

นี่เป็นทิศทางที่มีศักยภาพ เพราะปัญหาการไร้บ้านแทบไม่เคยเกิดจากสาเหตุเดียว คนคนหนึ่งอาจสูญเสียที่อยู่อาศัยจากการตกงาน รายได้ลดลง หนี้สิน ความขัดแย้งในครอบครัว หรือปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยหลายปัจจัยอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน การมีเพียงเตียงนอนชั่วคราวจึงไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับการมีเพียงงานทำก็อาจไม่เพียงพอ หากรายได้ที่ได้รับยังไม่สามารถทำให้บุคคลเข้าถึงห้องเช่าที่มีคุณภาพและราคาเหมาะสมได้

ด้วยเหตุนี้ จุดที่ควรจับตามองมากที่สุดในสมัยที่สอง คือ กรุงเทพมหานครจะสามารถเชื่อม “ที่พักชั่วคราว–สุขภาพ–สิทธิ–งาน–รายได้–ที่อยู่อาศัย” ให้กลายเป็นเส้นทางเดียวกันได้หรือไม่

ข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่บ้านอิ่มใจเพิ่มเติมจึงเป็นอีกเรื่องที่ควรจับตา โดยนโยบายระบุถึงการพัฒนาอาคาร 6 ชั้นที่ยังไม่ได้ใช้งานให้เป็นที่อยู่อาศัยระยะเปลี่ยนผ่านราคาถูก ขณะที่อาคารอนุรักษ์และพื้นที่ลานอเนกประสงค์จะถูกพัฒนาเป็นพื้นที่บริการสวัสดิการอย่างครบวงจร

หากนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเชื่อมกัน ภาพของบ้านอิ่มใจในสมัยที่สองจะต่างจากแนวคิด “ศูนย์พักพิง” แบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ คนที่เข้ามาอาจเริ่มต้นจากการได้รับบริการพื้นฐาน จากนั้นเข้าสู่การฝึกทักษะและการหางาน เมื่อมีรายได้ก็สามารถขยับไปสู่ที่อยู่อาศัยระยะเปลี่ยนผ่าน และท้ายที่สุดออกไปสู่ที่อยู่อาศัยในตลาดทั่วไปหรือระบบที่อยู่อาศัยรูปแบบอื่น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่การทำให้เส้นทางดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะการมีงานทำไม่ได้หมายความว่าจะออกจากภาวะไร้บ้านได้โดยอัตโนมัติ คนที่เพิ่งเริ่มงานอาจยังไม่มีเงินประกันห้อง ไม่มีเงินค่าเช่าล่วงหน้า ไม่มีเอกสารรับรองรายได้ หรือมีรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ

ในระยะต่อไป กรุงเทพมหานครจึงอาจต้องพัฒนากลไกเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนค่าเช่าระยะสั้น การประกันค่าเช่า การสร้างเครือข่ายห้องเช่าที่มีราคาเข้าถึงได้ และที่อยู่อาศัยแบบมีบริการสนับสนุนสำหรับผู้ที่มีความต้องการซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคเรื้อรัง

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้การช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในภาวะไร้บ้านแล้ว คือการป้องกัน “คนไร้บ้านหน้าใหม่”

เมืองใหญ่ไม่ได้ผลิตคนไร้บ้านขึ้นมาในชั่วข้ามคืน ก่อนที่คนคนหนึ่งจะลงมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ มักมีสัญญาณเตือนเกิดขึ้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นการค้างค่าเช่า การตกงาน รายได้ที่หายไป การออกจากโรงพยาบาลโดยไม่มีที่พัก การพ้นจากสถานรองรับ หรือความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แตกหัก

หากกรุงเทพมหานครสามารถเชื่อมกลไกการทำงานระหว่างสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาล หน่วยงานด้านสวัสดิการ บ้านอิ่มใจ ภาคธุรกิจ และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อค้นหาคนที่กำลังอยู่บนขอบของการสูญเสียที่อยู่อาศัย และให้ความช่วยเหลือก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน นโยบายของเมืองก็จะก้าวจากการ “ตามแก้ปัญหา” ไปสู่การ “ป้องกันปัญหา”

นี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของ “ชัชชาติ 2”

เพราะความสำเร็จของนโยบายคนไร้บ้านไม่ควรวัดเพียงจำนวนเตียง จำนวนศูนย์ หรือจำนวนครั้งของการให้บริการ แต่ควรวัดจากคำถามว่า มีคนจำนวนเท่าใดที่ไม่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน มีคนจำนวนเท่าใดที่สามารถออกจากภาวะไร้บ้านได้ และมีคนจำนวนเท่าใดที่สามารถรักษางาน รายได้ และที่อยู่อาศัยของตนเองไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

สมัยแรกได้วางองค์ประกอบหลายส่วนของระบบไว้แล้ว ทั้งข้อมูล การทำงานเชิงรุก การเข้าถึงสิทธิ สุขภาพ บ้านอิ่มใจ และการเชื่อมโยงกับงาน สี่ปีของสมัยที่สองจึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องพิสูจน์ว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะสามารถเชื่อมต่อกันเป็นระบบได้จริงหรือไม่

หากทำได้ บ้านอิ่มใจอาจไม่ใช่เพียง “บ้าน” ในความหมายของสถานที่พักพิง แต่จะเป็นประตูที่เชื่อมคนกลับไปสู่งาน รายได้ และที่อยู่อาศัย ขณะที่ศูนย์พักกายและจุดบริการที่กระจายอยู่ทั่วเมืองจะทำหน้าที่ค้นหาและเชื่อมคนเข้าสู่ระบบ

และหากกรุงเทพฯ สามารถเดินไปถึงจุดนั้นได้ นโยบายคนไร้บ้านในสมัยที่สองก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเมืองที่รอช่วยเหลือคนเมื่อไร้บ้านแล้ว ไปสู่เมืองที่พยายามป้องกันไม่ให้คนสูญเสียบ้าน และช่วยให้ผู้ที่หลุดออกจากระบบสามารถกลับคืนมาได้เร็วที่สุด