ก่อนจะมาอยู่บนถนน พวกเขาเป็นใคร? คนบนถนนก็มีเรื่องราว เปิดบทสัมภาษณ์คนไร้บ้านในกรุงลอนดอน

“ขอเพียงที่พักพิง” เปิดเรื่องราวจากชีวิตคนไร้บ้านในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

สถานการณ์คนไร้บ้านในกรุงลอนดอน

ด้วยสถานการณ์ที่น่ากังวลของจำนวนคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะที่พบบนท้องถนนในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น 30% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี และหนึ่งในพื้นที่ที่มีจำนวนคนไร้บ้านสูงที่สุดคือ เขต Westminster ในกรุงลอนดอน ผู้เขียนใช้เวลาสองวันลงพื้นที่ใน City of Westminster ซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรไร้บ้านจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร และพูดคุยกับผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนนและพื้นที่สาธารณะ

ผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ต้องพักอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะเป็นประจำ และทุกคนต่างสังเกตเห็นตรงกันว่า จำนวนคนที่ต้องใช้ชีวิตบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลทางสถิติในช่วงเวลานั้น

ข้อมูลของ Greater London Authority ระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2014 ถึงมีนาคม 2015 มีผู้คน 7,581 คน ที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะในกรุงลอนดอนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน และยังไม่รวมคนไร้บ้านอีกจำนวนหนึ่งที่เรียกว่า “hidden homeless” หรือคนไร้บ้านที่ไม่ปรากฏในระบบสถิติอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่ต้องการชี้ให้เห็นคือ คนเหล่านี้ไม่ได้กลายเป็นคนไร้บ้านเพราะเหตุผลเดียวกัน บางคนเผชิญกับความสูญเสีย บางคนตกงาน บางคนมีปัญหาสุขภาพ บางคนมีปัญหาครอบครัว ขณะที่บางคนติดอยู่กับข้อจำกัดของระบบราชการและกฎหมาย จนไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือหรือที่พักอย่างทันท่วงที

ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนยังพูดถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น การขาดความเข้าใจ การไม่ได้รับความเคารพ และการถูกมองในแง่ลบ จากหน่วยงานท้องถิ่น ตำรวจ และผู้คนทั่วไป

ปัญหาไม่ได้มีเพียง “คนไร้บ้านเพิ่มขึ้น” แต่คือ “ที่พักไม่เพียงพอ”

การเพิ่มขึ้นของคนไร้บ้านในลอนดอนมีหลายปัจจัย

การย้ายถิ่นจากต่างประเทศมีส่วนต่อจำนวนคนไร้บ้าน โดยในเวลานั้นมีการประเมินว่า ประมาณหนึ่งในสามของคนที่นอนหลับบนท้องถนนในลอนดอนมาจากยุโรปตะวันออก

แต่ผู้ศึกษาข้อมูลมองว่า ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การขาดแคลนที่อยู่อาศัยอย่างเป็นทางการ

สถานพักพิงหรือโฮสเทลที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดไว้สำหรับช่วยเหลือคนที่นอนบนท้องถนนมีจำนวนผู้ต้องการใช้บริการเกินความสามารถในการรองรับอยู่ตลอด ขณะเดียวกัน การตัดลดงบประมาณอย่างต่อเนื่องทำให้สถานพักพิงหลายแห่งต้องปิดตัวลง นอกจากนี้ จำนวนที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม (social housing) ก็ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้มีทางเลือกในระยะยาวสำหรับคนที่สูญเสียบ้านน้อยลงเรื่อย ๆ 

“ไม่มีเรื่องราวของคนไร้บ้านสองคนที่เหมือนกัน และไม่มีเส้นทางที่ตายตัวจากการมีบ้านที่มั่นคงไปสู่การใช้ชีวิตบนท้องถนน”

ผู้ศึกษายังย้ำว่าคนไร้บ้านจำนวนหลายพันคนในเมืองไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น เพียงแต่พวกเขาเผชิญกับ ความโชคร้ายและความเปราะบางในชีวิต และสมควรได้รับการมองเห็นและได้รับการดูแล ไม่ใช่ถูกละเลย ดูหมิ่น หรือทำให้หายไปจากสายตาสังคม

Mark: “ความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวที่คุณได้รับ คือเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มาตรวจว่าคุณยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”

Mark, homeless in St Martins in the Field church plaza. Photograph: Antonio Olmos/The Observer

Mark เล่าว่าเขาใช้ชีวิตไร้บ้านมานานถึง 18 ปี และเคยใช้ชีวิตในหลายเมือง เช่น Middlesbrough, Edinburgh และ Manchester แต่สำหรับเขา ช่วงเวลาที่อยู่ในลอนดอนคือช่วงที่เลวร้ายที่สุด เขาเปรียบเทียบลอนดอนกับพื้นที่ทางตอนเหนือของอังกฤษ โดยบอกว่าในพื้นที่เหล่านั้น คนไร้บ้านยังมีโอกาสเข้าถึงที่พักและสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยได้ง่ายกว่ารวมทั้งมีสถานพักพิงในช่วงอากาศหนาวและการสนับสนุนจากโบสถ์ แต่ในลอนดอน สิ่งที่เขาได้รับแทบจะมีเพียงเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่เข้ามาตรวจดูว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

Mark ตั้งคำถามถึงการปิดสถานพักพิงหลายแห่ง เขายกตัวอย่างโฮสเทลใน Covent Garden, Dean Street และ Parker Street ซึ่งแห่งหลังเคยมีเตียงรองรับถึง 100 เตียง แต่ถูกปิดลง เขาเชื่อว่าการปิดสถานพักพิงเหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มขึ้น และเขาเคยเขียนจดหมายถึงสมาชิกรัฐสภาและพยายามพูดคุยกับผู้มีอำนาจเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา 

Mark ยังมีอาการ ลมชักจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ หลังถูกทำร้ายอย่างรุนแรงทำให้เขาทำงานได้ไม่ง่ายนัก แม้จะได้รับสวัสดิการสำหรับผู้พิการ แต่เขากลับพบว่า กระบวนการขอที่พักมีเอกสารและขั้นตอนจำนวนมาก เขาต้องการย้ายไปอยู่ในโฮสเทลที่ Tower Hamlets ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พ่อของเขาอาศัยอยู่ แต่เขารู้สึกว่าหน่วยงานไม่รับฟัง นอกเหนือจากนี้เขายังมีคดีในศาลที่ยังไม่สิ้นสุด และมีประสบการณ์ที่ซับซ้อนกับหน่วยงานในช่วงที่น้องสาวเสียชีวิต ทำให้สถานการณ์ของเขายิ่งยุ่งยากขึ้น 

สำหรับชีวิตบนท้องถนน สิ่งที่ Mark มองว่าเลวร้ายที่สุดคือ “ความหนาว” โดยเฉพาะช่วงประมาณตีสี่ ซึ่งความหนาวสามารถแทรกซึมเข้าไปถึงร่างกายได้อย่างรุนแรง

Jane: “การเป็นผู้หญิงบนท้องถนนเป็นเรื่องยากมาก”

Jane, with her polecat, Troy, homeless on Oxford Street. Photograph: Antonio Olmos/The Observer

Jane อยู่ในลอนดอนมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และบอกว่าเธอต้องเผชิญกับการตรวจสอบและการปฏิบัติจากตำรวจอย่างหนัก เธอเล่าว่าในวันหนึ่งเธอถูกตรวจสอบประวัติอาชญากรรมมากถึง 10 ครั้ง Jane ตั้งข้อสังเกตว่า คนทั่วไปมักเหมารวมคนไร้บ้านว่าเป็นคนดื่มสุรา หยาบคาย หรือก้าวร้าว และเมื่อมีคนไร้บ้านบางคนมีพฤติกรรมเช่นนั้นคนอื่น ๆ ก็ถูกมองแบบเดียวกันไปทั้งหมด

สิ่งสำคัญสำหรับ Jane คือ Troy สัตว์เลี้ยงของเธอ ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ เธอช่วย Troy เอาไว้จากการถูกการุณยฆาต เพราะเจ้าของเดิมไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ และ Troy ยังถูกพี่น้องในครอกทำร้ายเพราะเป็นตัวที่ตัวเล็กที่สุด

การเป็นผู้หญิงที่ต้องใช้ชีวิตบนท้องถนนทำให้ Jane ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะเธอไม่ได้ต้องดูแลเพียงความปลอดภัยของตัวเอง แต่ต้องดูแล Troy ด้วย เธอนอนในลานจอดรถ และต้องคอยระแวดระวังอยู่เสมอ คืนหนึ่งชายไร้บ้านคนหนึ่งข่มขู่เธอและพยายามขอเงิน เธอร้องขอความช่วยเหลือจากชายที่เดินผ่านไป แต่เขากลับเดินหนี ต่อมามีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเข้ามายืนอยู่กับเธอประมาณ 20 นาที จนชายคนนั้นยอมออกไป 

Jane เคยทำงานเป็นเชฟมานาน 8 ปี เธอยังมีความฝันที่จะกลับไปทำงานอีกครั้ง และอยากทำ เค้กแต่งงาน หากได้ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เธอเดินทางมาลอนดอนเพราะคิดว่าเมืองนี้มีสถานพักพิงสำหรับคนไร้บ้านจำนวนมาก จึงน่าจะทำให้เธอไม่ต้องนอนบนถนน แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นเธอเคยเข้าไปอยู่ในสถานที่สำหรับคนที่เพิ่งกลายเป็นคนไร้บ้านแต่ถูกย้ายไปมาและท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่บอกว่า Troy ไม่สามารถนอนอยู่ข้างในได้ Jane จึงตัดสินใจว่าหาก Troy อยู่ที่นั่นไม่ได้เธอก็จะไม่อยู่ที่นั่นเช่นกัน

สำหรับเธอ “Troy คือเหตุผลที่ทำให้เธอยังอยากตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน แม้ชีวิตจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม”

Ziggy: “เมื่ออายุ 22 ปี สิ่งต่าง ๆ จากวัยเด็กก็ย้อนกลับมาหาผม”

Ziggy, homeless on Camden High Street. Photograph: Antonio Olmos/The Observer

Ziggy มองเห็นว่าคนไร้บ้านในลอนดอนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเขาเองเห็นผู้คนหน้าใหม่เข้ามาอยู่บนถนนอยู่ตลอด แต่เขาไม่ได้มองว่ารัฐบาลเป็นผู้ทำให้เขากลายเป็นคนไร้บ้านโดยตรง สำหรับเขาการไร้บ้านเกิดจากปัญหาหลายอย่างที่สะสมต่อเนื่องกันมา

ชีวิตของ Ziggy เริ่มเผชิญกับความสูญเสียตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาอายุ 11 ปี พ่อเสียชีวิตเพียงสามวันต่อมา แม่ของเขาก็หายออกจากชีวิต โดยบอกว่าจะออกไปข้างนอกแต่หลังจากนั้น Ziggy ไม่ได้พบแม่อีกจนกระทั่งเขาอายุ 17 ปี แม่ของเขามีปัญหาสุขภาพจิตและย้ายไปอยู่กับยาย Ziggy จึงต้องอยู่ในแฟลตเพียงลำพัง แฟลตดังกล่าวเป็นที่พักของสภาท้องถิ่นและค่าเช่าถูกจ่ายผ่านสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย แม้จะอยู่เพียงลำพังเขายังคงไปโรงเรียน และมีคู่สามีภรรยาสูงอายุซึ่งเป็นเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือเรื่องอาหารรวมถึงสอนให้เขาทำอาหาร

เมื่ออายุ 12 ปี เขาเริ่มทำงานที่ร้านขายผักและผลไม้ใกล้บ้านและหลังจากนั้นเขาก็พยายามทำงานมาโดยตลอด เขาต้องโตเป็นผู้ใหญ่เร็วมากเพราะต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังจนถึงอายุ 16 ปี แต่เมื่ออายุ 22 ปี ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็กเริ่มย้อนกลับมาส่งผลต่อชีวิตของเขา ความสัมพันธ์ครั้งสำคัญสิ้นสุดลง ขณะเดียวกันบริษัทที่เขาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในคลังสินค้าโทรศัพท์มือถือก็ล้มละลาย ทำให้เขาถูกเลิกจ้าง เขาต้องออกจากแฟลตและเมื่อไปติดต่อสภาท้องถิ่น เขาได้รับแจ้งว่าต้องรอที่พักเป็นเวลานาน 

Ziggy บอกว่า Oxford เป็นสถานที่ที่เลวร้ายสำหรับคนไร้บ้าน เพราะตำรวจและสภาท้องถิ่นมีท่าทีแข็งกร้าวและพยายามผลักคนไร้บ้านออกจากพื้นที่ ในที่สุดเขาเดินทางมาลอนดอนกับเพื่อนและพบว่าชีวิตที่นี่ดีขึ้นในบางด้าน อย่างไรก็ตาม เขายังคงต้องรอความช่วยเหลือจากสภาท้องถิ่น

Ziggy ยังเปิดเผยว่าเขามีปัญหาสุขภาพจิต และบางช่วงเวลารู้สึกอยากยอมแพ้ สิ่งที่เขาต้องการนั้นไม่ได้ซับซ้อน “เขาต้องการออกจากถนน มีที่อยู่อาศัย และมีรายได้ที่มั่นคง” แต่เขาเคยเห็นคนที่อยู่บนถนนมานานถึง 12 ปี แม้จะเคยมีแผนว่าจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็หมดความหวังและยอมแพ้

Wolfie: “ถึงเวลาที่เราจะไม่ยอมนอนตายอยู่บนพื้นคอนกรีตอีกต่อไป”

Wolfie, homeless under a railway bridge, near Waterloo Station. Photograph: Antonio Olmos/The Observer

Wolfie มาจาก Glasgow และไม่มีครอบครัวเหลืออยู่แล้ว เขาใช้ชีวิตไร้บ้านมาประมาณ 2 ปี และได้พบเพื่อนอีกสองคนในลอนดอน ทั้งสามคนจึงใช้ชีวิตร่วมกัน

สำหรับ Wolfie คนที่ใช้ชีวิตบนถนนจำเป็นต้องมีเพื่อน เพราะในสถานการณ์เช่นนั้น เพื่อนสามารถกลายเป็นครอบครัวได้ เขาเล่าถึงความเกลียดชังที่คนไร้บ้านต้องเผชิญ ตั้งแต่การถูกเรียกว่าเป็น “ขยะของสังคม” การถูกคนเมาปัสสาวะใส่ไปจนถึงการที่มีคนพยายามจุดไฟเผาถุงนอนขณะที่พวกเขากำลังนอนอยู่ข้างใน Wolfie มองว่าคนไร้บ้านไม่ใช่เพียง “ปัญหา” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น วิกฤตที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

เขาเชื่อว่าความล้มเหลวในการจัดการปัญหาคนไร้บ้านไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่สะสมมาตลอดหลายสิบปี เขารู้สึกว่ารัฐและสังคมพยายาม “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” มากกว่าที่จะจัดการกับต้นเหตุ

อย่างไรก็ตาม Wolfie ก็ยอมรับว่าตำรวจไม่ได้เป็นเหมือนกันทั้งหมด เพราะเขาเคยพบตำรวจบางคนที่คอยตามหาเขาหากเขาไม่อยู่ในจุดที่เคยนอน เพื่อให้แน่ใจว่าเขายังปลอดภัยเขายังพูดถึงปัญหาการใช้ยาและแอลกอฮอล์ว่าเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนที่อยู่บนถนน เพราะเมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกว่าไม่มีอะไรเหลือให้เสียแล้วการหันไปพึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย

แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก Wolfie และเพื่อนยังคงดูแลซึ่งกันและกัน พวกเขาเดินไปทั่วเมือง พูดคุย หัวเราะ และมองเห็นเมืองในมุมที่คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็น สำหรับ Wolfie การใช้ชีวิตเช่นนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้จากโลกโดยตรง และทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างรุนแรงกับสังคมของประเทศนี้

Andy: “ผมยังมีครอบครัว แต่ผมได้ทำลายสะพานทุกแห่งที่เชื่อมผมกับพวกเขา”

Andy, homeless in St. Martins in the Field church plaza. Photograph: Antonio Olmos/The Observer

Andy มองพื้นที่ที่เขานอนว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา เขาบอกว่าการอยู่ตรงนั้นเป็นการตัดสินใจของเขาเองและเขาพยายามรักษาความสะอาดจนคนกวาดถนนยังชื่นชม เขายึดหลักว่า “ถ้าคุณให้ความเคารพ คุณก็จะได้รับความเคารพกลับมา”

Andy นอนบนถนนมาตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีช่วงเวลาที่ไม่มีที่อยู่อาศัยหลายครั้ง ตั้งแต่ 11 วันไปจนถึงหลายเดือน เขายอมรับว่าตัวเองดูสกปรกและไม่ได้อาบน้ำมาระยะหนึ่ง แต่เขามองว่านั่นเป็นทางเลือกของเขาเอง เขาไม่ได้ขอสวัสดิการจากรัฐและพึ่งพาองค์กรการกุศลในเรื่องอาหาร เสื้อผ้า และน้ำ สำหรับ Andy พื้นที่ที่เขาอยู่คือจุดที่ทำให้เขาสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำเป็นได้ เขามีคลินิกแห่งหนึ่งที่ให้บริการหลายด้าน ทั้งการให้คำปรึกษา สุขภาพจิต และการดูแลเท้า แต่เขาสามารถใช้บริการได้เพราะมีความเชื่อมโยงกับ Westminster ดังนั้นการถูกจัดให้ไปอยู่ในที่พักที่อยู่นอกพื้นที่อาจทำให้เขาไม่สามารถรักษาต่อได้

Andy เปิดเผยว่ารากของปัญหาหลายอย่างในชีวิตของเขาคือ ภาวะซึมเศร้า เขาเคยพยายามจบชีวิตตัวเองในปี 2012 แต่ไม่สำเร็จ แม้ครอบครัวจะพยายามช่วยเหลือเขาแต่ในเวลานั้นเขากลับรู้สึกว่าคนที่จะช่วยเขาได้มีเพียงตัวเขาเองและเขาไม่คิดว่าตัวเองสมควรได้รับความช่วยเหลือ สิ่งนี้นำไปสู่วงจรของปัญหาสุขภาพจิต เมื่อคนคนหนึ่งติดอยู่ในความคิดของตัวเองและวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ

เขายอมรับว่า แม้จะยังมีครอบครัวแต่เขาได้ทำลายความสัมพันธ์และสะพานที่เชื่อมโยงเขากับครอบครัวไปเกือบทั้งหมดและตอนนี้เขาต้องการพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่า เขากำลังพยายามรับความช่วยเหลือและฟื้นฟูชีวิตของตัวเอง 

Andy ยังพูดถึงชุมชนของคนไร้บ้าน ซึ่งมีทั้งการช่วยเหลือกัน แต่ก็มีความขัดแย้ง ลำดับอำนาจ การทะเลาะ และความไม่พอใจเกิดขึ้นเช่นกัน เขามีประสบการณ์ทำงานด้านรักษาความปลอดภัยในงานขนาดใหญ่ จึงมักเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง เขายังกล่าวถึงกลุ่มชาวซิกข์ที่มักแจกอาหารฟรีให้คนไร้บ้าน โดยผู้รับอาหารต้องปฏิบัติตามกติกาง่าย ๆ เช่น คลุมศีรษะ ล้างมือ และไม่อยู่ในอาการมึนเมา ซึ่งสำหรับเขาเป็นเรื่องของการให้ความเคารพผู้อื่น

Andy อยากเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านหนังสือหรือสารคดี เพื่อให้คนทั่วไปเห็นความจริงของชีวิตบนท้องถนนจากมุมมองของคนที่อยู่ตรงนั้นจริง ๆ

Paul: “สิ่งหนึ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือการที่คนคิดทันทีว่าคุณเป็นคนติดยา”

Paul, homeless with his dog outside Waterloo Station. Photograph: Antonio Olmos/The Observer

Paul มองว่าหนึ่งในสาเหตุของจำนวนคนไร้บ้านที่เพิ่มขึ้นคือ การตัดงบประมาณของสภาท้องถิ่นและการลดจำนวนที่อยู่อาศัยของสภา ก่อนหน้านี้เขาเคยดูแลยาย ซึ่งอาศัยอยู่ในแฟลตของสภาท้องถิ่นแต่เมื่อยายเสียชีวิตลงเขาก็ไม่มีที่ไป Paul บอกว่าการสนับสนุนคนไร้บ้านลดลงอย่างมากจากการตัดงบประมาณ

ในอดีต การหาที่นอนในแต่ละคืนทำได้ง่ายกว่านี้แต่ปัจจุบันคนที่ต้องการออกจากชีวิตบนถนนกลับไม่มีระบบสนับสนุนเพียงพอ เขายอมรับว่าคนไร้บ้านบางคนอาจไม่ต้องการออกจากถนน เพราะมีปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหายาเสพติด แต่สำหรับคนที่ “ต้องการกลับเข้าสู่ชีวิตปกติ” สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือการไม่มีระบบสนับสนุนพื้นฐาน Paul ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า หากคนไร้บ้านมีนัดสัมภาษณ์งาน เขาต้องมีสถานที่ให้อาบน้ำและต้องมีเสื้อผ้าที่สะอาด สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่ไม่มีบ้าน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นกำแพงสำคัญระหว่างเขากับการได้งานทำ

สิ่งที่ Paul รู้สึกเจ็บปวดที่สุดคือ ทัศนคติของผู้คน ผู้คนมักมองเขาแล้วคิดทันทีว่าเขาเป็นคนติดยาแต่ในความเป็นจริง คนไร้บ้านไม่ได้มีปัญหาเหมือนกันทุกคน

Paul ต้องการกลับไปทำงาน เขามีโอกาสทำงานก่อสร้าง แต่ต้องได้รับบัตร CSCS ซึ่งเป็นคุณสมบัติด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง การได้รับบัตรดังกล่าวต้องเสียค่าอบรม สอบ และจ่ายค่าบัตร สำหรับคนที่ไม่มีเงินและไม่มีบ้าน แม้แต่ขั้นตอนเล็ก ๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นอุปสรรคได้ 

แต่สำหรับ Paul “การมีงานคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง”

ประเด็นสำคัญที่สุดของบทความ

สิ่งที่บทความนี้พยายามสื่อไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 7,581 คนเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เห็นว่า “คนไร้บ้าน” ไม่ใช่กลุ่มคนที่มีเรื่องราวเหมือนกันทั้งหมด

  • บางคนสูญเสียครอบครัว
  • บางคนตกงาน
  • บางคนมีปัญหาสุขภาพจิต
  • บางคนเจ็บป่วยหรือพิการ
  • บางคนติดอยู่ในระบบราชการ
  • บางคนไม่มีที่อยู่อาศัยหลังสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต
  • บางคนต้องการทำงานแต่ขาดเงื่อนไขพื้นฐานที่จะทำให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้

และบางคนต้องเผชิญกับหลายปัญหาพร้อมกัน จึงมีข้อสังเกตสำคัญว่า ไม่มีเส้นทางที่เป็นสูตรสำเร็จจาก “การมีบ้าน” ไปสู่ “การไร้บ้าน” คนแต่ละคนมีจุดเปราะบางที่แตกต่างกัน และเมื่อคนคนหนึ่งหลุดออกจากระบบที่อยู่อาศัยแล้ว การกลับเข้าสู่ชีวิตปกติไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของตัวบุคคลเพียงอย่างเดียวเพราะระบบเองก็มีส่วนสำคัญ

คนที่ให้สัมภาษณ์กำลังเผชิญกับความล้มเหลวของระบบที่ควรจะปกป้องพวกเขา หลายคนตกหล่นจาก “ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม” และไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง 

หากมองในมุม “งานสื่อสารสังคมเรื่องคนไร้บ้าน” หัวใจของบทความนี้สามารถสรุปได้ว่า: “คนไร้บ้านไม่ได้มีเรื่องราวเดียว และไม่มีเหตุผลเดียวที่ทำให้คนคนหนึ่งต้องมาอยู่บนถนน”

ใจความสำคัญของบทความนี้คือ การเปลี่ยนคนไร้บ้านจาก “ตัวเลขในสถิติ” ให้กลับมาเป็น “มนุษย์ที่มีชื่อ มีอดีต มีความฝัน และมีความต้องการ”

  • Mark ต้องการที่พักที่เหมาะกับชีวิตของเขา
  • Jane ต้องการความปลอดภัยและไม่ต้องการถูกบังคับให้เลือกระหว่างที่พักกับ Troy
  • Ziggy ต้องการบ้านและรายได้ที่มั่นคง
  • Wolfie ต้องการให้สังคมหยุดมองคนไร้บ้านเป็นสิ่งที่ต้องกำจัด
  • Andy ต้องการโอกาสในการฟื้นฟูตัวเอง
  • Paul ต้องการเพียงโอกาสที่จะกลับไปทำงาน

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่

“ทำไมพวกเขาถึงไม่กลับไปมีบ้าน?”

แต่ควรถามว่า

“อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขากลับไปมีบ้านไม่ได้ และระบบของเรากำลังทำอะไรเพื่อเอาสิ่งกีดขวางเหล่านั้นออกไป?”

นี่เป็นมุมที่นำไปต่อยอดกับการสื่อสารเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในที่อยู่อาศัย และการออกแบบระบบช่วยเหลือคนไร้บ้าน

Gimme shelter: stories from London’s homeless
เขียนโดย Kit Buchan
ภาพโดย Antonio Olmos
เผยแพร่ใน The Guardian / The Observer วันที่ 6 มีนาคม 2016 (The Guardian)

ที่มา: https://www.theguardian.com/society/2016/mar/06/homelessness-rough-sleepers-interviews-westminster-london