ถอดรหัสสมอง: 3 อคติสำคัญ ที่ทำให้ ‘มองข้าม’ คนไร้บ้าน

“อคติเปลี่ยนยาก ยากมากและอาจจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่เวลาเราพูดถึงคนไร้บ้านผมคิดว่ามันอาจจะต้องกลับมาพูดว่าอคติเปลี่ยนยากแต่ภาพลวงตาเปลี่ยนได้” 

รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายคำว่าอคติในทางทฤษฎี และต้องแยกให้ออกว่าอคติกับภาพลวงตา ไม่เหมือนกัน 

“ต้องถอยกลับมาก่อนว่าที่เราเหมารวมและกลัวคนไร้บ้านว่าติดยาเสพติด ดื่มสุราเยอะ อันนี้อาจจะไม่ใช่อคติมันคือ ภาพลวงตา’ (Illusion) ที่เขาตีความหรือคิดแล้วว่าเป็นแบบนั้น” 

แต่ภาพลวงตามีความสัมพันธ์กับอคติในบางมิติ ถ้าเขาได้รับรู้ว่าความจริงว่าเป็นเช่นไร หรือเขาถ้าได้ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ภาพลวงตาเหล่านี้อาจจะหายไปได้ ถ้าภาพลวงตาเหล่านี้หายไป โจทย์หรือปัญหาบางอย่างในสังคมก็อาจจะลดลงด้วย 

เจาะจงลงลึกที่อคติต่อคนไร้บ้าน อ.ธานีบอกว่า รากลึกมาจากความรู้สึกไม่เป็นกลุ่มเดียวกับคนไร้บ้าน จนนำมาสู่ความแตกต่าง การเหมารวม ผลักให้เป็นอื่น และปล่อยให้คนไร้บ้านเผชิญชะตากรรมของตัวเอง 

ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม *อคติที่ส่งผลต่อการมองคนไร้บ้านมี 3 อย่าง ได้แก่

1. Fundamental Attribution Error (FAE)  หรือ อคติสรุปนิสัย หมายถึง อคติที่มนุษย์มักโยนสาเหตุของพฤติกรรมคนอื่นให้เป็นเพราะนิสัยตัวบุคคล มากกว่าจะมองว่าเขาอาจถูกบีบโดย บริบทหรือโครงสร้างสังคม 

ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับคนไร้บ้าน คือ ‘การมองข้ามพื้นฐานของสังคม’ หมายถึง การที่คนจำนวนมากมักจะมองเห็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากนิสัยส่วนตัวมากกว่าโครงสร้างทางสังคม เช่น เห็นคนไร้บ้าน ก็มักจะคิดว่าที่คนเหล่านั้นเป็นคนไร้บ้าน เป็นเพราะพวกเขาขี้เกียจ ไม่ทำงาน จึงไร้บ้าน เป็นการมองเห็นปัญหาแล้วโทษพฤติกรรมส่วนบุคคลมากกว่าโทษระบบ การคิดเช่นนี้ เป็นวิธีการที่ง่าย ไม่หนักสมอง ทั้งนี้การคิดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นคนดีหรือคนเลว

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เมื่อคนเห็นคนไร้บ้าน คนจะนึกถึงความขี้เกียจ ความไม่สะอาด ความพูดจาไม่รู้เรื่อง ความไม่ปกติ และความไม่ดีของคนไร้บ้าน ซึ่งแต่ละสังคมมีความคิดต่อคนไร้บ้านแตกต่างกันไป

ฉะนั้นเวลาที่เรามองคนไร้บ้าน เราอาจต้องตั้งคำถามให้ลึกลงไปอีกว่า ที่เขาเป็นคนไร้บ้าน เขาอยากจะเป็นคนไร้บ้านไหมหรือจำเป็นต้องเป็นคนไร้บ้าน

2. Availability Heuristic หรือ Stereotype Heuristic หรือ  ‘อคติคิดไว’

เป็นกระบวนการคิดแบบลัดที่สมองเลือกใช้ ข้อมูลที่จำง่าย นึกออกเร็ว หรือเคยเห็นบ่อย มาเป็นฐานในการตัดสิน เช่น ข่าวโจรกรรมที่ออกบ่อยทำให้รู้สึกว่า ‘อันตรายขึ้น’ ทั้งที่อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง 

ยกตัวอย่างเช่น พอเราเห็นคนไร้บ้าน เรานึกถึงอะไร สมองของเรามีความคิดที่ผุดขึ้นอย่างเร็วๆ ว่า คนไร้บ้านคนนี้เค้าติดยาเสพติด ติดเหล้ารุนแรง มีอาการทางจิตเวช ไม่มีงาน ทำสกปรก หรือภาพในสมองของเรา คิดแค่ว่า คนไร้บ้านไม่อาบน้ำ เท่านั้น

อคติชนิดนี้ หมายความว่า ภาพที่อยู่ในหัว เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่จะตีความได้ เช่นเดียวกับเมื่อเราได้ยินคำว่า คนไร้บ้าน แทบจะไม่มีใครถอยกลับไปคิดว่า เราไม่ควรไป Stereotype คนไร้บ้าน และยิ่งการที่สังคมมีคนไร้บ้านอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตด้วยแล้ว สมองของหลายคนจึงทำงานเร็วๆ คิดแบบ Heuristics และอีกเช่นกันการคิดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่คิดเช่นนี้เป็นคนไม่ดี และเขาก็อาจไม่ได้ตั้งใจจะคิดแบบนั้นด้วย

3. System Justification หรือ ‘อคติยอมรับระบบ’ หมายถึง ความโน้มเอียงที่มนุษย์จะ มองว่าระบบหรือระเบียบสังคมที่ดำรงอยู่เป็นเรื่องปกติและเปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้จะมีข้อเสียหรือไม่ยุติธรรมก็ตาม เช่น การมองว่าความเหลื่อมล้ำ “มันก็เป็นอย่างนี้มาตลอด” ทำให้ขาดแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลง

ความรู้สึกแบบนี้จึงนำไปสู่การ ‘ทำใจ’ ว่ามันก็เป็นอย่างที่มันเป็น ปล่อยไป ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ใครจะเผชิญกับชีวิตของแต่ละคนอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะต่อให้เราอยากจะทำ ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้อยู่ดี

อ.ธานีสรุปว่า อคติทั้ง 3 อย่างทำให้ทุกคนไม่ได้รู้สึกโอเคกับสังคมที่เป็น หรือเวลาเห็นคนไร้บ้านเดินอยู่ริมถนน แต่ก็ไม่มีใครทำอะไร

แล้วข้อมูลแบบไหนที่ทำให้เรามองคนไร้บ้านด้วยอคติที่น้อยลง

หนึ่ง ต้องให้ความรู้ในเชิงระบบเพื่อแก้ ‘อคติสรุปนิสัย’ ทำให้คนเห็นถึงปัญหาเชิงระบบ เช่น ตลาดงานที่ยาก การแข่งขันสูงมากจนคนที่มีศักยภาพน้อยกว่าแทบจะแข่งขันไม่ได้เลย การไม่มีรายได้ตั้งต้นและสวัสดิการดีพอทำให้เขาไม่ได้ดูแลสุขภาพตัวเองในเวลาที่ยังต้องทำงานอย่างหนัก

สอง ต้องทำให้สังคมมองคนไร้บ้านในมิติที่หลากหลาย เพื่อลด ‘อคติดคิดไว’ทำให้ยอมรับว่าคนไร้บ้านมีทั้งดีและไม่ดี สื่อควรทำให้เห็นโครงสร้างว่าคนไร้บ้านมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่อยากหางานทำ กลุ่มที่เจ็บปวดจากความสูญเสีย และกลุ่มที่ต้องดูแลด้านจิตเวช

สาม สร้างโครงการที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วม เช่น การออกแบบบ้าน การออกแบบระบบงาน จะช่วยให้คนมีความหวังและมองเห็นว่าระบบเปลี่ยนแปลงได้ การมีส่วนร่วมเช่นนี้จะสามารถแก้ไข ‘อคติยอมรับระบบ’  ได้

สำหรับอ.ธานี ความไร้บ้านเป็นปัญหาซับซ้อน เพราะคนไร้บ้านจะเผชิญกับปัญหาครอบครัวและปัญหารายได้ไปพร้อมกัน ครอบครัวที่มีปัญหาทะเลาะกันในบ้านแต่มีรายได้ คนจากครอบครัวเหล่านี้ก็ไม่เป็นคนไร้บ้าน ส่วนคนที่ไม่มีรายได้แต่มีบ้านที่อยู่อาศัยก็ไม่เป็นคนไร้บ้านเช่นกัน 

“เพราะฉะนั้นคนไร้บ้านเป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่กำลังฟ้องว่าปัญหาสังคมไทยมีความทับซ้อนมากๆ”

ในฐานะนักวิชาการที่เคยทำงานกับคนไร้บ้าน อาจารย์เล่าว่า เรามักเห็นคนไร้บ้านตอนกลางคืน เพราะว่าเขาจะนอนในที่ที่ไม่ลับตาคน นอนตามป้ายรถเมล์ เพราะเขาเองก็กลัวคนจะทำร้ายเหมือนกัน ส่วนกลางวันเพื่อหลบเลี่ยงสายตาที่มองมา เขาจะไปอยู่หลบตามซอกซอย 

“ถ้ามองในมุมนี้เขาก็คือมนุษย์คนนึง”  อ.ธานี ทิ้งท้าย 

_____________________________________________________________

* เป็นคำศัพท์เฉพาะในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ซึ่งแปลเป็นไทยโดย รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์