ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ถ้าไม่ผิดจะทำยังไงได้บ้าง : สถานการณ์ของ ‘คนไร้บ้าน’ ในเส้นทางบัญชีม้า เมื่อคนเต็มใจก็มี คนโดนหลอกก็มาก

หลังๆ มานี้ เราเห็นคำว่า ‘บัญชีม้า’ อยู่ตามหน้าข่าวประจำวันอยู่บ่อยครั้ง คำว่าบัญชีม้าหมายถึงบัญชีธนาคารของบุคคลทั่วไป ที่ถูกนำไปใช้รับเงินจากการหลอกลวงออนไลน์ต่างๆ บัญชีม้าจะถูกใช้เพื่อปกปิดผู้รับเงินจริงๆ ส่วน ‘หน้าม้า’ ที่เปิดบัญชีให้ ก็เป็นเพียงช่องทางผ่านของเงินอย่างเดียว เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำอาชญากรรม ใช้ฟอกเงิน ซื้อขายยาเสพติด ไปจนถึงพนันออนไลน์ โดยกฎหมายระบุว่าผู้ที่เปิดบัญชีม้าจะมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท

แต่ที่ผ่านมา กลุ่มคนไร้บ้าน ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดบัญชีม้าบางคนโดนหลอกให้เปิด บางคนเต็มใจเพราะได้ค่าจ้าง บางคนโดนขโมยบัตรประชาชนไปใช้ก็มี จึงทำให้มีข้อถกเถียงว่าตกลงแล้วคนไร้บ้านกำลังเป็นเหยื่อ หรือผู้ร่วมขบวนการกันแน่

นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องหยิบขึ้นมาพูดถึง มูลนิธิอิสรชนร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่าง สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร เพนกวินโฮมเลส สุขภาวะข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา จึงจัดเวทีพูดคุยในหัวข้อ คนไร้บ้านในเงามืดบัญชีม้า ‘เหยื่อที่ถูกซ้ำเติม’ เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องการรับโทษของคนไร้บ้าน พร้อมกับเปิดเวทีให้คนไร้บ้านที่เคยตกเป็นเหยื่อบัญชีม้าได้ออกมาแสดงความคิดเห็นด้วย

เหยื่อ vs ผู้ร้าย

‘อนรรฆ พิทักษ์ธานิน’ ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนองค์ความรู้และขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสุขภาวะคนไร้บ้าน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. ระบุว่ากลุ่มคนไร้บ้านที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าแยกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

หนึ่ง กลุ่มคนไร้บ้านที่เต็มใจให้นำบัญชีของตัวเองไปใช้เปิดบัญชีม้า

สอง กลุ่มคนที่โดนล่อลวงให้เปิดบัญชีม้า เช่น มีกลุ่มคนมาแจ้งคนไร้บ้านว่าตัวเองมาจากหน่วยงานราชการบ้าง บริษัทบ้าง โดยอ้างว่าจะให้งาน แต่คนไร้บ้านต้องมีบัญชีธนาคารก่อนเพื่อจะได้โอนเงินให้ ซึ่งคนที่ล่อลวงจะเสนอไปเปิดบัญชีให้เอง และก็นำไปใช้เป็นบัญชีม้าแทน อนรรฆชี้ว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พบได้มากที่สุด

สาม กลุ่มที่อยู่ดีๆ ก็โดนเอาบัญชีไปใช้ บางคนรู้ตัวอีกทีก็มีเงินเข้าออกเป็นหมื่นและโดนอายัดไปแล้ว

ข้อกังวลจึงอยู่ที่การตรวจสอบ ‘เจตนา’ เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ได้ว่าคนไร้บ้านที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นตั้งใจ ถูกหลอก หรือไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้เลยกันแน่ นอกจากนี้ยังพบว่าบัญชีของคนไร้บ้านที่ถูกอายัดไปกว่าจะกู้คืนกลับมาได้ก็ต้องใช้เวลานานและมีความซับซ้อนพอสมควร

“รู้หรือไม่ว่าคนมาหลอกได้รับโทษทางกฎหมายน้อยกว่าคนเปิดบัญชีอีก เพราะคนเปิดไปสักสิบบัญชีก็โดนไปสิบกระทง ส่วนคนหลอกให้เปิดโดนแค่กระทงเดียว”

นำไปสู่ข้อสงสัยต่อมาว่า ตกลงแล้วคนไร้บ้านเป็นใครในสมการนี้กันแน่?

“ในช่วงเวลาเดือนกว่าๆ มีคนไร้บ้านที่อยู่ภายใต้การดูแลของเราถูกออกหมายจับเรื่องบัญชีม้าไปแล้ว 3 คน”

หนูหริ่ง – ‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงากล่าว เขาเล่าว่าก่อนหน้าเคยได้ยินมาบ้าง แต่พอเห็นคนใกล้ตัวเริ่มมีความเกี่ยวโยงกับบัญชีม้าขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องเริ่มทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมไปถึงปรึกษาทนายด้วย

จากการสัมภาษณ์คนไร้บ้านอย่างลงลึก หนูหริ่งพบว่ามีหลายคนที่เคยมีประวัติเปิดบัญชีม้ามาก่อนเกือบร้อยคน ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ที่น่าสนใจคือนี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด ย้อนกลับไปในตอนนั้นเชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักคำว่าบัญชีม้าเลยด้วยซ้ำ

“ช่วงโควิดนี่บูมมาก มันเริ่มมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแต่มันเพิ่งมีข่าวมากระฉ่อนกันตอนนี้ ส่วนใหญ่โดนชักจูงไปช่วงโควิด เราต้องเข้าใจก่อนว่าช่วงโควิดไม่มีอะไรกินเลย การเงินกระเทือนมาก แต่ก่อนคนไร้บ้านยังไงก็มีข้าวแจก แต่ช่วงโควิดไม่มีข้าวแจกเลย ไม่มีงานให้พวกเขาทำเลยด้วย ทั้งงานรับพระ งานโบกธง ไม่มีงานอะไรเลย”

จากการสัมภาษณ์คนที่เคยรับเปิดบัญชีม้ามาก่อนหนูหริ่งพบว่าพวกเขามีรายได้ 500-3,000 บาทต่อการเปิด 1 บัญชีในช่วงโควิด ปัจจุบันการรับจ้างเปิดบัญชีได้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นหมื่นเลยก็มี ทำให้บางที 1 คนก็เปิดมากกว่า 1 บัญชี

หลายคนจึงทำเพื่อความอยู่รอด ในช่วงเวลาที่เปราะบางมากๆ แต่ ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หนูหริ่งชวนตั้งคำถามว่าที่ผ่านมาสังคมดูแลคนกลุ่มนี้มากพอแล้วหรือยัง พวกเขาถึงได้หมดหนทางแล้วต้องมาทำงานแบบนี้

เสียงจากคนที่เคยถูกหลอก

“เมื่อก่อนตอนที่มาอยู่สนามหลวงใหม่ๆ มีคนชักชวนไปเปิดบัญชีม้า เรามาปรึกษากับญาติพี่น้อง เพราะจะหาตังค์ส่งให้ทางบ้านพอดี เขาบอกว่าไม่ต้องไปเดี๋ยวจะเดือดร้อนทั้งบ้าน เราก็เลยตัดสินใจไม่ไป”

เสียงจาก ‘เอ (นามสมมติ)’ หนึ่งในคนไร้บ้านที่เคยเกือบถูกหลอกให้ไปเปิดบัญชีม้า เอเล่าว่าอยู่ดีๆ ก็มีคนเสนอเงินมาให้แลกกับการขอบัตรประชาชนไปเปิดบัญชี แต่ด้วยความที่เอรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เขาจึงปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป

เอเล่าว่ารอบตัวของเขาก็มีเพื่อนๆ คนไร้บ้านที่ไปเปิดบัญชีเหมือนกัน และก็มีไม่น้อยที่โดนตำรวจจับไป ในมุมมองของเอก็ยังมีหลายคนที่โดนหลอกไปเพราะความไม่รู้ ซึ่งเอก็มองว่าอยากให้มีการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนจะจับกุม หรือมีมาตรการอะไรบางอย่างเพื่อมาคุ้มครองกลุ่มคนไร้บ้านก่อนที่พวกเขาจะโดนหลอกไปกระทำผิด

ระหว่างที่ฟังเสวนา ข้างๆ ของเราคือผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังฟังอย่างใจจดจ่อ เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและพบว่า ‘หนุ่ย (นามสมมติ)’ เป็นคนไร้บ้านที่อยู่แถวปิ่นเกล้า เขาเองก็ตกเป็นเหยื่อของบัญชีม้าเช่นเดียวกัน

หนุ่ยเล่าว่าก่อนหน้านี้ไปทำธุระที่ธนาคารและพบว่ามีประวัติเงินเข้าออกถึง 3 หมื่นบาท ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีเงินจำนวนนี้เลย ไม่นานหลังจากนั้นบัญชีก็ถูกอายัดไป หนุ่ยคิดว่าสาเหตุที่ทำให้บัญชีของเขาถูกใช้เป็นบัญชีม้าได้เพราะบัตรประชาชนของเขาหายไป

หนุ่ยเล่าว่าตัวเองไม่เคยคิดจะทำเรื่องแบบนี้เลยเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ถึงแม้ว่าคนรอบข้างที่รู้จักจะทำกันก็ตาม

“คนอื่นเขาทำกันเยอะแยะ แต่ก็โดนจับ สมมติทำ 10 คนก็โดนจับกันไปสัก 8 คนแล้ว”

จากการบอกเล่าของหนุ่ย ปัจจุบันคนรับจ้างเปิดบัญชีม้าได้เงินสูงสุดหลักหมื่นต่อการเปิด 1 บัญชีเลยทีเดียว

ก่อนจากกันหนุ่ยแสดงความกังวลว่าเขากลัวมาก กลัวว่าจะถูกสวมรอยและปิดบัญชีส่วนตัวของตัวเองไปอีก พร้อมกับย้ำว่าเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เลยเพราะมันมีความผิดและรับโทษหนัก

ข้อจำกัดของกฎหมาย

ในทางกฎหมาย ปัจจุบันไทยมีพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ที่กำหนดว่าผู้จัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับผู้ที่เปิดบัญชีหรือให้เช่าบัญชีม้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยบทลงโทษนี้ไม่ได้ดูที่วัตถุประสงค์ของผู้เปิดบัญชี รู้แค่ว่า ‘ยินยอม’ ให้ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว

‘พันตำรวจเอกรุ่งเลิศ คันธจันทร์’ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ระบุว่ากระบวนการจับบัญชีม้าของตำรวจในปัจจุบันยังมีช่องว่างบางอย่างที่ทำให้คนไร้บ้านอาจจะยังไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรอยู่

โดยปกติแล้วตำรวจจะนำเลขบัญชีธนาคารไปขอรายละเอียดกับธนาคารที่เจ้าของบัญชี จากนั้นจะได้ชื่อ  ตามต่อว่าพวกเขาคือใคร แล้วจึงออกหมายเรียกเพื่อให้มาให้ข้อมูล แต่สำหรับคนไร้บ้าน ที่อยู่ของพวกเขาไม่แน่นอนและไม่ใช่บ้านหลังเดิมตามทะเบียนราษฎร์ จึงทำให้ตามตัวได้ยาก ตำรวจจึงสันนิษฐานไปว่าคนไร้บ้านกำลังหนี

ด้วยเหตุนี้ตำรวจจึงต้องค้นหาต่อโดยการออกหมายจับ ซึ่งส่งผลให้เมื่อเจอคนไร้บ้าน พวกเขาจะต้องอยู่ในกระบวนการและถูกควบคุมตัวไว้ตลอด การจะรู้ได้ว่าคนไร้บ้านทำโดยเจตนาหรือถูกหลอกก็ต้องอาศัยพยานและหลักฐานพอสมควร

“ถ้าตำรวจมองว่าไม่ได้เจตนาจริงๆ เราก็ต้องสั่งไม่ฟ้องนะ แต่มันก็ไม่เสร็จเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ตำรวจ สำนวนก็ต้องส่งให้อัยการ เพราะว่าบัญชีม้ามันไม่ได้จบแค่ผู้ต้องหารายเดียว บางคดีที่เราทำบัญชีม้ามีประมาณ 10-20 บัญชี” พ.ต.อ.รุ่งเลิศกล่าว

สำหรับทนาย ‘นรเศรษฐ์ นาหนองตูม’ มองว่าผู้บังคับใช้กฎหมายควรมองคนไร้บ้านด้วยเลนส์ที่พวกเขายังเป็น ‘ผู้บริสุทธิ์’ ก่อนจะไปตีตราโดยทันทีว่าพวกเขามีความผิด ส่วนในฝั่งคนไร้บ้านเองก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกหาทนายได้เช่นเดียวกัน

อีกอย่างคือกฎหมายควรมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ หลายคนคิดว่านี่อาจจะเป็นการเปิดช่องให้กับผู้กระทำผิด แต่ในความจริงแล้วมันคือการสร้างความเป็นธรรมให้กับคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยต่างหาก

“ถ้าเราถามว่าใครเปิดบัญชีม้าบ้าง จะมีใครกล้ายกมือหรอ ไม่มีหรอกเพราะมันผิดตามกฎหมาย เขาถูกหลอกก็ใช่ แต่เขาจะรู้ลึกๆ ในใจว่ามันก็ผิด ถ้าเราออกแบบกฎหมายให้ทราบว่าใครเปิดบัญชีม้าแล้วยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอื่นๆ ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้นะ”

นอกจากนี้ผู้เสวนาหลายคนยังมองว่าธนาคารเองควรมีส่วนปราบปรามอาชญกรรมแบบนี้ด้วยเหมือนกัน โดยอาจเริ่มสังเกตว่าทำไม 1 คนถึงขอเปิดบัญชีไว้มากถึง 10-20 บัญชี เพิ่มการตรวจสอบว่าบัญชีเหล่านี้ถูกใช้ไปทำอะไร หรือเพิ่มมาตรการคัดกรองก่อนเปิดบัญชีมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้คือการแก้ปัญหาของการเปิดบัญชีม้า แต่อย่าลืมว่าต้นเหตุของเรื่องราวนี้ส่วนหนึ่งมาจากการจนมุมของคนไร้บ้านที่ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ สถานการณ์ความอดอยากบีบให้พวกเขาต้องทำเพื่ออยู่รอด อนรรฆมองว่าอคติที่สังคมมีต่อคนไร้บ้านทำให้พวกเขาถูกตีตราไปทันทีว่าเป็นผู้ร้าย เนื่องจากสังคมมองว่าคนไร้บ้านเป็นกลุ่มที่ไม่มีเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่แปลกใจที่คนไร้บ้านจะทำ และการจับกุมมันง่ายกว่าที่จะไล่ถามสาเหตุ

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วการแก้ไขปัญหาของคนไร้บ้านให้พวกเขามีความมั่นคง อาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ปัญหาบัญชีม้าน้อยลง ไม่เช่นนั้นปัญหาบัญชีม้าก็จะวนเวียนอยู่กับการจับกุม ดำเนินคดี ปรับ จำคุก ไม่มีวันจบสิ้น

การสื่อสาร : ปัญหาเชิงโครงสร้าง, สังคม 

ประเด็น : สถานการณ์บัญชีม้าที่คนไร้บ้านถูกหลอกลวงให้เป็นเหยื่อ

แหล่งข้อมูล : เวทีเสวนาในหัวข้อ คนไร้บ้านในเงามืดบัญชีม้า ‘เหยื่อที่ถูกซ้ำเติม’ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568

เรื่อง : ณัฐริฎา ศิริสอน

ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร