พูดภาษาฟินนิช เข้าคอร์สเรียนฟรีของมหาลัยฯ อาบน้ำอย่างน้อยวันละครั้ง ดีใจที่ได้เงินไปหยอดตู้ซักผ้า : เรื่องที่อาจทำให้มอง ‘คนไร้บ้าน’ ใหม่อีกครั้ง

คุณรู้จักภาษาฟินนิช (Finnish) ไหม? 

คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก แต่ ‘มนัสนันท์’ คนไร้บ้านที่จังหวัดนครสวรรค์รู้จักมากพอที่จะสื่อสารตอบโต้ได้เช่นเดียวกับ ภาษาอังกฤษ และภาษาแม่อย่างภาษาไทย 

มีหลายสื่อลงข่าวเกี่ยวกับ ‘มนัสนันท์ คนไร้บ้านมากความสามารถ’ ตั้งแต่ปี 2566 ใครจะคิดว่า “คนเร่ร่อนริมถนน” ที่หลายคนมองข้าม จะมีพื้นฐานการศึกษาดี และยังคงรักษาทักษะการสื่อสารข้ามภาษาที่ไม่ธรรมดา

ภาพจำของคนไร้บ้านมักถูกตีกรอบไว้ในแบบเดียว ขี้เกียจ สกปรก ไม่มีอนาคต แต่ความจริงคือ ‘การไร้บ้าน’ ไม่ใช่เป็นผลมาจากนิสัย หากแต่เป็นผลจาก โครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การตกงาน ปัญหาสุขภาพจิต หรือการขาดหลักประกันทางสังคมที่เพียงพอ

มนัสนันท์ไม่ใช่กรณีเดียวที่สะท้อนความจริงนี้ หลายคนๆ ที่เป็นคนไร้บ้านรอบสนามหลวง หัวลำโพง หรือประปาแม้นศรีก็เคยมีอาชีพมั่นคง บางคนเคยเป็นช่างไม้ ครูสอนดนตรี หรือแม้แต่พนักงานโรงแรมที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา

“ก่อนหน้านี้ ปี 55 ทำงานเป็นช่างไม้ คนสวนของจุฬาฯ พอหมดอายุงาน เขาก็ให้เกษียณก็ออกมาหางานทำแต่ก็ไม่มีที่ไหนรับเพราะอายุเยอะแล้ว เงินก็ไม่ค่อยมีก็เลยได้กลายมาเป็นคนไร้บ้าน” ธานินเล่าให้ฟัง 

ธานิน คือคนไร้บ้านที่อาศัยบริเวณคลองหลอด และมักจะนั่งรถเมล์ไป-กลับแถวปิ่นเกล้าเพื่ออาบน้ำฟรีของโครงการของมูลนิธิกระจกเงาที่จัดไว้ให้คนไร้บ้าน ทรัพย์สินที่ติดตัวธานินมีแค่กระเป๋าคาดอกใบเดียวส่วนที่เหลืออื่นๆ ธานินเลือกฝากไว้กับจุดที่ชาวบ้านบริเวณคลองหลอดรับฝากของแบบคิดเงินครั้งละ 20 บาท 

“พอมีเงินจำนวนหนึ่งเราก็ไปเช่าบ้านนะ ถ้าถูกๆ ก็เดือนละ 600 แถวนนทบุรี ถ้าแถวนี้ (คลองหลอด) ก็อย่างน้อยเดือนละ 1,000 บาท แต่ถ้าเงินหมด ไม่มีรายได้เข้ามาอีกก็กลับมานอนข้างถนนเหมือนเดิม”

ธานินอธิบายว่าในมุมของตัวเอง คนไร้บ้าน ไม่ใช่ว่าจะไร้บ้านหรือไร้ที่อยู่ซะทีเดียว แต่เพราะว่าเงินที่เป็นปัจจัยหลักทำให้เลือกมานอนข้างถนนจนได้รับสถานะเป็นคนไร้บ้านมากกว่า

  • อาบน้ำอย่างน้อยวันละครั้ง ดีใจที่ได้เงินไปหยอดตู้ซักผ้า

“เวลามีคนยื่นเงินให้แค่ 20 บาท รู้ไหมว่าคนไร้บ้านดีใจมาก ไม่ใช่เอาไปซื้อเหล้าแบบที่คนทั่วไปคิดนะ แต่เอาไปซื้อแฟ้บซักผ้า ไปซื้อยากันยุง ไม่ก็ไปหยอดเหรียญซักผ้า เพราะว่าแม้จะเป็นคนไร้บ้านแต่เสื้อผ้าก็ต้องสะอาดนะครับ”

‘บังสมาน’ คือคนไร้บ้าน และเป็นทั้งอาสาสมัครช่วยเหลือพี่น้องคนไร้บ้านบริเวณซอยวัดดวงแขเล่าถึง ‘สุขอนามัย’ ของคนไร้บ้านให้ฟัง 

บังสมาน เคยมีอาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่เพราะสถานการณ์โควิดบังสมานถูกเลิกจ้างกระทันหันทำให้ต้องกลายเป็นคนไร้บ้านโดยสมบูรณ์บริเวณหัวลำโพง 

“มีสมาพันธ์คนไร้บ้านเขามาช่วยห้องเช่าคนละครึ่ง ผมก็ได้มาเข้าโครงการ ทางสมาพันธ์ก็หาห้องให้ หางานให้ เช่น รับจองสินค้า งานล้างจานที่โรงแรมอะไรอย่างนี้”

ตอนนี้บังสมานมีรายได้รายวันจากการเป็นสจ๊วตโรงแรม แต่ถ้าวันไหนไม่มีงาน บังสมานจะตระเวนเดินในกิจกรรม ‘ย่ำกรุง’ เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องคนไร้บ้านด้วยกัน 

“ผมรู้ว่าการไร้บ้านมันลำบากแค่ไหน มันแย่แค่ไหนครับ ถ้าไม่มีใครมาช่วยเหลือ มาพูด มาให้อาชีพกับเรา เราจะอยู่ตรงนี้ไปจนกว่าจะไม่มีที่ยืนในสังคม เพื่อนๆ ที่ไปเดินด้วยกันก็จะมีทั้งคนที่เป็นคนไร้บ้านที่เคยเป็นช่างตัดผม ผมก็จะพกกล่องปฐมพยาบาลไปช่วยทำแผล หรือบางคนก็มีความรู้เรื่องบัญชีม้า เรื่องหลอกไปทำคอลเซ็นเตอร์ก็มีการบอกกล่าวเล่าข้อมูลให้ฟังกันเพื่อไม่ให้ทำบัญชีม้า” 

ในกลุ่มของบังสมานจะมีอดีตช่างตัดผม ชื่อมนัส ที่คอยดูแลเรื่องผมของคนไร้บ้าน

“คนนี้เขาเคยเป็นมืออาชีพตัดผมมาก่อนเป็นคนไร้บ้าน พอมารวมกลุ่มเดินกับผมเขาก็จะพกอุปกรณ์ตัดผมมาด้วย ถ้าผมเห็นว่าพี่น้องไร้บ้านที่ผมยาว ผมก็ชวนเขามาตัดผม เผื่อเค้าจะส่องกระจก แล้วดูตัวเองว่า เฮ้ยเค้าก็หล่อได้นะ แบบนี้ไปสมัครงานได้เพราะดูดีแล้ว”

บังสมานเล่าต่อว่า แม้ค่าตัดผมที่มีราคาแค่หลักสิบ แต่สำหรับคนไร้บ้านก็เป็นสิ่งที่ยากเข้าถึงอยู่ดี 

“เราจะมีเก้าอี้พับไปอีกตัวนึงให้พี่น้องนั่งตัดผม บางคนพอเห็นเราก็วิ่งมาให้เราตัดก็มี แล้วถ้ามีคนนึงมาตัด คนอื่นๆ มาตามมากัน ส่วนใหญ่พี่น้องไร้บ้านจะชอบตัดสกินเฮด เพราะผมจะได้ยาวช้าหน่อย แต่ปกติเราก็จะถามความคิดเห็นว่าอยากได้ทรงไหนบ้าง ถามเสร็จก็จะนั่งตัดตรงนั้น เมื่อตัดเสร็จทีมงานของผมปัดกวาดผม แล้วก็จะทำความสะอาดสถานที่ตรงนั้นเลย”

นอกจากเรื่องตัดผม บังสมานยังเล่าต่อว่าคนไร้บ้านอาบน้ำอย่างน้อยวันละครั้งตามแหล่งที่มีให้อาบน้ำสาธารณะ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีใครที่ปล่อยให้ตัวสกปรกตามภาพจำของคนส่วนใหญ่ 

“ไม่ค่อยมีนะที่อาบน้ำนานๆ ที นอกจากคนนั้นจะมีอาการทางจิตร่วมด้วย คนไร้บ้านก็ชอบสะอาดเหมือนกัน เรื่องซักผ้าก็เหมือนกัน ถ้าเรามีเงิน มีคนมายื่นบริจาคให้ก็เอาเงินไปหยอดตู้ซักผ้า ผมจำได้เลย บางทีมีคนมาแจกสิบบาท ยี่สิบบาทอะ ผมรู้สึกว่าวันนี้ได้ซักผ้าแล้ว วันนี้ได้ซื้อยากันยุง ได้นอนหลับสบายแล้ว” บังสมานทิ้งท้าย

  • ถ้ามีโอกาสใฝ่รู้ ก็จะไม่รีรอที่จะไขว้คว้า 

 “เราจะบอกกับคนไร้บ้านว่าให้ดูตัวเองว่าเป็นยังไง ไม่ต้องเชื่อที่คนอื่นพูด เช่น มีคนบอกว่าคนไร้บ้านสกปรก ก็ให้หันมาดูตัวเองว่าสกปรกจริงไหม ถ้าจริงแล้วเขาอยากอาบน้ำ เราก็พาเขาไป” ‘ปราง’ อารีภรณ์ คะยัด เล่า 

ปรางเป็นแกนนำคนไร้บ้านประจำบ้านโฮมแสนสุข ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน จังหวัดขอนแก่น เธอมองว่าอคติต่อคนไร้บ้านมีจริง และมันทำร้ายคนไร้บ้านมากๆ ราวกับกว่าพวกเขาต่างจากคนอื่นในสังคม ทั้งๆ ที่ในมุมของเธอ ใครๆ ก็มีโอกาสเป็นคนไร้บ้านได้ทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกันปรางก็อยากให้คนไร้บ้านลองสำรวจตัวเองกันว่าเป็นแบบที่คนอื่นพูดไหม 

ปัจจุบันเธอคือคนที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘คนไร้บ้านสูงวัย’ ในขณะเดียวกันปรางก็ทำหน้าที่ดูแลพี่น้องคนไร้บ้านด้วยกันอีกด้วย

ปรางเล่าว่าหน้าที่ของเธอตอนนี้คือจัดการเรื่องเอกสารสำคัญอย่างเช่นบัตรประชาชนให้กับคนไร้บ้าน มีบ้างที่พาเพื่อนๆ ไปโรงพยาบาลตามที่หมอนัด เพราะสุขภาพคือเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ยิ่งในกลุ่มที่เป็นคนไร้บ้านสูงวัยก็ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ

“คนไร้บ้านในขอนแก่นเขามักอยู่ในพื้นที่ที่มีแต่ควันฝุ่น อยู่ข้างถนนก็นอนมองรถวิ่งไปวิ่งมา สูดดมควันอยู่แบบนั้นทั้งวัน นอนก็นอนกับพื้นถนน เราก็ช่วยด้วยการเอาแมสก์เอาถุงมือไปให้เขา แล้วก็ย้ำเขาว่าถ้าป่วยให้บอก”

ปรางจึงพยายามทำให้คนไร้บ้านเข้าถึงความสะอาดให้ได้มากที่สุด เริ่มต้นจากการแจกยาสีฟัน แปรงสีฟันให้พวกเขา พอทำบ่อยๆ บางทีคนไร้บ้านเจอหน้าปรางก็จะขอยาสีฟันจากเธอทันที

สุขภาพและความสะอาดคือสิ่งที่ต้องมาด้วยกัน คนภายนอกมักมองว่าคนไร้บ้านสกปรก อยู่ที่ไหนก็เลอะเทอะ ในความจริงไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอาบน้ำ ไม่อยากสะอาด เพียงแต่มันไม่มีที่ทางให้พวกเขาดูแลตัวเองได้

อีกหนึ่งอย่างที่เพื่อนๆ คนไร้บ้านมักจะมาขอจากปรางคือการให้อ่านหนังสือให้ฟัง คนไร้บ้านหลายคนมีความรู้อยากเห็น อยากพัฒนาตัวเอง แต่เพราะมีข้อจำกัดจึงทำให้ไม่สามารถไปถึงแหล่งข้อมูลดีๆ ได้ ปรางเล่าว่าเธอเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว จึงทำให้เป็นกิจกรรมที่สนุกไปทั้งคนฟังและคนอ่าน

“เราชอบอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง อ่านแล้วก็รู้สึกมีกำลังใจ เราไม่มีกำลังทรัพย์จะไปเที่ยวดูอะไรมากมายก็ดูจากหนังสือเอา”

ปรางเล่าว่าเมื่อก่อนตอนที่เคยอยู่กรุงเทพฯ เธอก็จะใช้เวลาว่างไปกับการเข้าคอร์สเรียนฟรีที่จัดขึ้นตามมหาวิทยาลัยหรือศูนย์ต่างๆ เช่น วิชาเย็บปักถักร้อย ซึ่งทักษะที่สะสมจากการเรียนเหล่านี้ก็สามารถเอามาส่งต่อให้เพื่อนๆ คนไร้บ้านได้ แถมบางทีก็ทำขายตามบูธในงานต่างๆ ได้อีกด้วย

ปรางและคนไร้บ้านคนอื่นๆ ทำให้เห็นว่าคนไร้บ้านไม่ได้เป็นในแบบที่สังคมคิดเสมอไป การที่พวกเขาดูสกปรกก็เป็นเพราะว่ามันไม่มีหนทางให้เข้าถึงความสะอาด พวกเขาก็ยังดิ้นรนที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ เพียงแต่ต้องมีช่องทางและโอกาสเท่านั้น

เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : ภัทราภรณ์ สงสาร

การสื่อสาร : มิติชีวิต Voice–โอกาส–การเงิน–สุขภาพ–ปัญหาซับซ้อน

ประเด็น : เรื่องตรงข้ามกับอคติคนไร้บ้าน เพื่อสื่อทัศนคติหรือมุมมองเชิงบวกที่เข้าใจและมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนไร้บ้าน 

แหล่งข้อมูล : รวมเสียงคนไร้บ้าน บังสมาน-คนไร้บ้านย่านหัวลำโพง, ปราง-อารีภรณ์ คะยัด แกนนำคนไร้บ้านประจำบ้านโฮมแสนสุข

#penguinhomeless #คนไร้บ้าน #อคติคนไร้บ้าน #เรื่องจริงของคนไร้บ้าน