สำรวจการวางพล็อตเรื่องของชีวิตคนไร้บ้านในสื่อ

เนื้อหาข่าวที่เราคุ้นเคยกันดีคือ การรายงานสถานการณ์ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่หากผู้ชมอย่างเรามองให้ลึกลงไปจะเห็น ‘พล็อตเรื่อง’ ซ่อนอยู่ คล้ายกับหนังหรือซีรีส์ที่มีจุดเริ่มต้นและตอนจบ โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับคนไร้บ้านมักเห็นแค่บางฉากหรือช่วงกลางเรื่องของชีวิตพวกเขา แต่จุดเริ่มต้นที่พาเขามาถึงจุดนี้กลับถูกตัดตอนหายไป หลายข่าวเริ่มต้นด้วยการนำเสนอคนไร้บ้านสร้าง ‘ปัญหา’ หรือ ‘ความเดือดร้อน’ ให้กับชุมชน ชวนให้ผู้ชมเข้าใจว่าคนไร้บ้านเป็นต้นต่อของปัญหาชุมชน

ในงานวิจัยโครงการสร้างสังคม DEE (Diversity, Equity and Empathy): ศึกษาสถานการณ์อคติต่อกลุ่มเปราะบางและสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ของสังคม สนับสนุนโดย สสส.สำนัก 9 อธิบายปรากฏนี้ไว้ว่า โดยทั่วไปมนุษย์มีข้อจำกัดในการทำความเข้าใจผู้อื่นจากข้อมูลหรือความเป็นจริงหลายด้านพร้อมกัน การประเมินผู้อื่นจึงทำผ่านมุมมองที่เข้าใจง่าย มิติเดียว ไม่มีรายละเอียดมาก และสะดวกมากที่สุด ขณะเดียวกันภายใต้ความสะดวกก็มาพร้อมความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งความเข้าใจเช่นนี้เอง นำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม

บทความนี้ชวนสำรวจพล็อตเรื่องของคนไร้บ้านในข่าว การเล่าเรื่องโดยตัดบางช่วงบางตอนออกไป ส่งผลให้เกิดอคติต่อของคนไร้บ้านอย่างไร และทำไมการเล่าเรื่องของพวกเขาให้ครบถ้วน จึงสำคัญต่อการเข้าใจและแก้ปัญหาคนไร้บ้านอย่างแท้จริง

จุดเริ่มต้นที่หายไปจากเรื่องราวของคนไร้บ้านบนหน้าสื่อ

ข่าวที่เกี่ยวข้องกับคนไร้บ้านมักเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ “ความเดือดร้อน” ที่คนไร้บ้านสร้างในชุมชน ตัวอย่างจากเนื้อหาข่าว เช่น

…หญิงไทยเร่ร่อนรายหนึ่ง ทราบชื่อนางสาวสมัย อายุ 52 ปี กำลังนั่งเสพยาบ้าริมชายหาด กลางวงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่กำลังนอนอาบแดด และไม่แคร์สายตาคนที่เดินผ่านไปมา….

…ขณะนี้หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ใกล้ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครแค่เอื้อม รวมถึงตลอดแนวถนนราชดำเนินกลาง จะพบคนเร่รอนนอนกันเกลื่อน…

…ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. รายงานกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนพบกลุ่มคนไร้บ้านยึดพื้นที่โบราณสถานเก่า ถนนคูเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว ปักหลักมั่วสุม สร้างปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในบริเวณใกล้เคียง…

การนำเหตุการณ์เหล่านี้มาเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเสนอข่าว ทำให้ผู้ชมคุ้นชินกับภาพจำของคนไร้บ้านที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในชุมชน ทั้งที่ความจริงแล้วเหตุการณ์เหล่านี้คือ ‘ฉากกลางเรื่อง’ หรือบางครั้งเป็น ‘ฉากสุดท้าย’ ของชีวิตคนไร้บ้าน แต่ฉากเริ่มต้น หรือ ฉากต่อสู้เพียงลำพัง เช่น โดนเลิกจ้างงาน ธุรกิจล้มละลาย มีปัญหาสุขภาพจิต หรือเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว ฉากเหล่านี้กลับไม่ถูกนำเสนอ ผลกระทบของการตัดตอนสาเหตุของการไร้บ้านออกไป ทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าคนไร้บ้าน ‘เลือก’ ชีวิตไร้บ้านนี้เอง เห็นได้จากความคิดเห็นจากในโลกออนไลน์ที่สะท้อนอคตินี้ 

สอดคล้องกับผลสำรวจอคติของคนไร้บ้านในงานวิจัยโครงการสร้างสังคม DEE (Diversity, Equity, Empaty) ที่พบว่าภาพจำของคนทั่วไปต่อคนไร้บ้าน คือการเป็นคนไร้บ้านน่าจะเกิดจากความเต็มใจของบุคคลนั้นที่ อยากจะใช้ชีวิตแบบนี้ และการตัดสินใจเป็นคนไร้บ้านของพวกเขาทำให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมา เช่น

“คนไร้บ้าน เขาเป็นคนขี้เกียจ ชอบอยู่ฟรีกินฟรี เสมือนเอเลี่ยนสปีชีส์ที่อยู่ขึ้นในสังคมแล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ซ้ำร้ายอย่างเป็นโทษ อีกอย่างพวกเขาชอบสมสู่กันแล้วผลิตทำซ้ำบุคลากรอันไร้คุณภาพ ส่งผลให้แปดเปื้อนสังคม”

“คนไร้บ้าน กับ คนขี้เกียจ เส้นบางๆ”

“คนเร่ร่อนจรจัดมาจากเขาทำตัวเองนะ”

ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อผู้ชมรับรู้เรื่องของคนไร้บ้านผ่านข่าวที่ตัดฉากสำคัญของชีวิตออกไป ก็เหมือนตัดพื้นที่ทำความเข้าใจหรือเห็นใจของผู้ชมทิ้งไปด้วย ผู้ชมเริ่มมองคนไร้บ้านในฐานะ ‘ตัวปัญหา’ หรือ ‘สิ่งผิดปกติ’ ของสังคม แทนที่จะมองว่าเขาคือมนุษย์คนหนึ่งที่ชีวิตเผชิญอุปสรรคอย่างหนักจนมีจุดจบในสถานะไร้บ้าน ความคิดที่ดูรุนแรงของผู้ชมเหล่านี้ มักไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังโดยตรงแต่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจผิดเพราะเรื่องราวเบื้องหลังไม่เคยถูกเล่าให้ฟัง จนทำให้สังคมเชื่อว่า ชะตากรรมข้างถนนเป็นสิ่งที่คนไร้บ้านสมควรได้รับ ส่วนการช่วยเหลือให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นคือการตามใจ 

เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่แสดงให้เราเห็นว่าเมื่ออคติในโลกออนไลน์มาบรรจบกับสถานการณ์ในโลกจริงสร้างผลกระทบอย่างไร (link) โดยเทศบาลนครขอนแก่นได้ออกนโยบาย “Public Safety Khonkaen ปัดบ้านกวาดเมือง คืนความสะอาดและความปลอดภัยให้ชาวเมืองขอนแก่น” มีหน่วยงานท้องถิ่นลงพื้นที่รื้อถอนพื้นที่พักของคนไร้บ้านและควบคุมตัวคนไร้บ้านบางส่วนให้ออกไปจากพื้นที่ ทันทีที่รูปถ่ายการรื้อถอนเพิงพักอาศัยของคนไร้บ้านและภาพคนไร้บ้านถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐถูกโพลสต์ลงโลกอออนไลน์ ก็ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้คนบนโลกออนไลน์อย่างล้นหลามที่มองว่าหน่วยงานท้องถิ่นดำเนินการกับคนไร้บ้านได้ถูกใจและถูกต้องแล้ว ตัวอย่างบางส่วนของความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าวที่สะท้อนว่าอคติในโลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อคนไร้บ้านในโลกจริง

“ขอให้ทำดีตลอดไปเฝ้าติดตามการทำงานของคุณอยู่ จากใจคนขอนแก่น”

“จับทำหมัน และควรผลักดันออกนอกพื้นที่ บังคับให้ฝึกอาชีพ…จะมาใช้ชีวิตเป็นภาระเปล่าๆ ไม่ได้”

“ขอชมเชยผู้ใหญ่จัดการดูแลบ้านเมือง ขอให้ทำต่อเนื่องค่ะ อย่าให้เกิดภาพแบบอเมริกามีแต่คนเร่ร่อน…”

ขณะที่บ้านโฮมแสนสุข : Khonkaen Homeless Commune เครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ขอนเเก่น ได้ออกมาโพสต์แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว มองว่านโยบายที่เน้นการกวาดล้างและจับกุมคนไร้บ้าน จะทำให้คนไร้บ้านกลุ่มที่ไม่ได้ทำผิดกฏหมายกลายเป็นแพะรับบาปและคนไร้บ้านที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูเพื่อตั้งหลักชีวิตให้ดีขึ้นก็เกิดความชะงัก 

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังตั้งข้อสังเกตว่าการใช้คำว่า ‘ปัดบ้านกวาดเมือง’ เป็นเหมือนการมองคนไร้บ้านเป็นขยะ หรือ สิ่งของที่ไร้คุณค่า น่ารังเกียจเป็นการผลิตซ้ำความคิดด้านลบเหมารวมในสังคม ทางกลุ่มยังเน้นย้ำว่าทางเทศบาลควรต้องเร่งดำเนินการตามข้อเสนอเครือข่ายฯ ผลักดันให้เกิด “พื้นที่ หรือ จุดพักฉุกเฉิน (รายวัน) ใกล้จุดรวมตัว” เพื่อลดจำนวนการใช้พื้นที่สาธารณะหลับนอน และจำเเนกคนไร้บ้านที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนกับคนไร้บ้านที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเพื่อตั้งหลักชีวิต

เล่าเรื่องจากจุดเริ่มต้นนำไปสู่ความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ

แม้เนื้อหาข่าวที่ถูกนำเสนอไม่ค่อยมีพื้นที่สำหรับเล่าเรื่องราวทั้งหมดของคนไร้บ้าน แต่ในโลกออนไลน์ ยังมี ‘พื้นที่เล็กๆ’ ใต้โพสต์ข่าวที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ ‘ความคิดเห็น’ จากผู้อ่าน ผู้ชม ที่แม้ความคิดเห็นในลักษณะนี้จะมีเพียงส่วนน้อย (ประมาณ 4.30%) แต่กลับเป็นเสียงที่พยายามเติมเต็มเรื่องราวของคนไร้บ้านให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ความคิดเห็นเหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความความเป็นมนุษย์ของผู้ชม แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจโครงสร้างสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำจนทำให้ผู้คนร่วงหล่นลงมาสู่สถานะคนไร้บ้าน เช่น 

“สำหรับผมสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ไม่มีเงินใช้ตอนแก่นี่แหละ เค้าคงอยากตายแหละ เพราะชีวิตมันมืดมน บ้านก็ไม่มี งานก็ไม่มี อายุก็ค่อนข้างเยอะ น่าเศร้าเนอะที่ยังมีคนอีกเยอะที่มีชีวิตแบบนี้ และอนาคตก็จะมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ”

“ผมเคยกลายเป็นคนไร้บ้านทันที เข้าใจมาก ชีวิตจริง จะต่างจากโลกวิชาการมาก นะครับ”

“ต้องถามคนไร้บ้านว่า เพราะอะไรเขาจึงมาเป็นคนไร้บ้าน นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ คนอื่นๆ อย่าไปคิดเอง คิดแทน”

“ปัญหานี้เกิดจากใน #ครอบครัว ก่อนอันดับแรก ครอบครัวไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกัน และไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ขาดความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดี สุดท้ายปัญหามันวนลูปครับ ส่งต่อเป็นทอดๆ กลายเป็นคนไร้บ้าน”

“ฉันก็คนไร้บ้านมาอาศัยพี่สาวอยู่ไม่มีห้องส่วนตัว เวลาซักผ้าต้องพับเก็บใส่ถุงเวลาจะนอนไปนอนในห้องแมว เวลาค่ำ ร้อนอย่างกับเตาอบ เพราะเปิดพัดลมทั้งวัน เป็นห้องที่ไม่มีมีลมพัดผ่าน เคยเป็นสุขาเก่า มาช่วยหลานขายของไม่มีเงินเดือน อยู่กินตามอัตภาพ ก่อนหน้าเคยเช่าตึกในเมืองทองมา 35 ปี หมดไปกับค่าเช่า หมดเดือนละสามหมื่น ต้องย้ายออกเพราะเจ้าของจะขายตึก ปี 60 เกิดอุบัติเหตุขณะทำงาน มือซ้ายโดนกระจกบาด เย็บไป 34 เข็ม สิ้นสุดการทำงาน…เงินที่มีหมดไปกับอุปกรณ์เครื่องมือหากิน แถมโดนหลอกใช้ให้ทำของฟรีแลกกับฝากให้หลานทำงานเป็นข้าราชการ ก.ท.ม หรือครูสอนศิลปะ หลานชายเคยทำงานจ่ายค่าเช่าเลี้ยงดูเราพลอยไร้บ้านด้วย ตอนนี้ต้องแยกกันอยู่ สุขภาพจิตเสียค่ะ”

“คุณลุงดูแข็งแรงมากๆ เลยค่ะ น่าจะเคยกินอิ่มนอนอุ่นในบ้านที่ปลอดภัย เลยเกลียดชีวิตไร้บ้าน หนูเป็นกำลังใจให้นะคะ!”

ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนถึงความเข้าใจและประสบการณ์ชีวิตที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับคนไร้บ้านในแง่มุมที่สื่อตัดทิ้งไป หลายคนคนพูดถึงเรื่องสุขภาพจิต ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ หรือแม้แต่ประสบการณ์ตรงของตัวเองที่เคยอยู่ในจุดเดียวกัน พวกเขาพยายามส่งเสียงว่า คนไร้บ้านไม่ได้เลือกชีวิตแบบนี้ แต่การตัดสินใจของคนเหล่านี้เกิดจากปัญหาสังคมโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ

ความคิดเห็นของบางคนสะท้อนความกลัวเรื่องไม่มีบ้านยามแก่ชราซึ่งเป็นจุดร่วมของคนที่ยังไม่ไร้บ้านหลายคน บางคนเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง บางคนก็แบ่งปันเรื่องราวชีวิตของตัวเองที่เปลี่ยนจากสถานะชีวิตที่มั่นคงมาอยู่ในสภาวะไร้บ้านโดยไม่ทันตั้งตัว บางความคิดเห็นก็เพียงแค่ส่งสติกเกอร์หรือข้อความให้กำลังใจ แต่เต็มไปด้วยการมองเห็นคุณค่าของกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ 

การเข้าใจชีวิตของคนไร้บ้านอย่างแท้จริง จึงต้องเริ่มจากการฟังเรื่องราวของพวกเขาให้รอบด้าน มองให้เห็นทุกทางแยกที่นำพาพวกเขามาสู่ถนนสายนี้ เมื่อสื่อใส่ใจเล่าเรื่องที่ไม่ละเลยต้นสายปลายเหตุ ไม่ตัดตอนฉากสำคัญในชีวิตที่เป็นจุดเปลี่ยนของพวกเขาทิ้งไป ข่าวเหล่านั้นจะเปิดพื้นที่ให้สังคมได้มองเห็นพวกเขาในฐานะ ‘มนุษย์’ ไม่ใช่ ‘ตัวปัญหา’

เมื่อสื่อกลายเป็นพื้นที่ของความเข้าใจ สังคมก็สามารถเริ่มต้นลงมือแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด เพราะการเรียนรู้เส้นทางชีวิตของคนไร้บ้านคือการเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้ใครต้องไร้บ้านอีกในอนาคต

เรื่อง : จิราเจต วิเศษดอนหวาย 

ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร