
หน่วยงานบริการสุขภาพแห่งเนวาดาตอนใต้ (Southern Nevada Health District) กำลังขยายโครงการ “แพทย์ข้างถนน” (Street Medicine Program) โดยการนำบริการการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานและยารักษาโรค ส่งตรงไปถึงกลุ่มคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะโดยตรง
เมืองลาสเวกัส — แอนโทนี ไทสัน (Anthony Tyson) เคยใช้เวลาหลายปีในการทำธุรกิจจัดสวนในรัฐคอนเนตทิเกต ก่อนที่ปัญหาการเสพติดจะเข้ามาทำให้ชีวิตของเขาต้องพลิกผันและนำไปสู่การไร้บ้าน
หลังจากเข้ารับการบำบัดยาเสพติดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกันสุขภาพของเขาก็หมดอายุลง เมื่อปราศจากการคุ้มครองทางสุขภาพและไม่มีบ้านพักที่มั่นคง ไทสันจึงกลายเป็นคนไร้บ้าน และในที่สุดก็เดินทางมาถึงเมืองลาสเวกัส เขาใช้เวลาประมาณ 2 ปี อาศัยอยู่ในภายใต้เพิงพักในสวนสาธารณะ Siegfried & Roy Park ซึ่งอยู่ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติแฮร์รี รีด
“การบำบัดประสบความสำเร็จอย่างมากครับ” ไทสัน วัย 62 ปี กล่าว
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูและบำบัดรักษานั้นไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งหมด ไทสันเผชิญกับภาวะความดันโลหิตสูงมาเป็นเวลาหลายปี และการที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวหรือการเดินทางที่สะดวก ทำให้การเดินทางไปคลินิกหรือโรงพยาบาลเพื่อรับยาลดความดันต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องง่ายเลยและในตอนนี้ แทนที่จะต้องดิ้นรนเดินทางไปคลินิกหรือต้องทนอยู่โดยไม่ได้รับการรักษา ไทสันทำได้เพียงแค่รอให้ทีมบริการสุขภาพเดินทางมาหาเขาถึงที่
ในทุก ๆ ไม่กี่สัปดาห์ เจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์จาก “ทีมแพทย์ข้างถนน” (Street Medicine Team) ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ของหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งเนวาดาตอนใต้ จะเดินทางมาหาไทสัน ในจุดที่เขาพักอาศัยอยู่ เพื่อทำการตรวจเช็กความดันโลหิต จ่ายยารักษาโรคให้เขา และในช่วงฤดูร้อน ทีมแพทย์ยังได้นำน้ำดื่มและอุปกรณ์ช่วยบรรเทาความร้อนมาแจกจ่าย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในการรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดทะลุ 100 องศาฟารนไฮต์ของเนวาดาตอนใต้
เมื่อไทสันถูกถามว่าเขาจะสามารถจัดการกับโรคประจำตัวเรื้อรังนี้ได้หรือไม่หากไม่มีการมาเยี่ยมของทีมแพทย์ ไทสันตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า “คงไม่ได้แน่นอนครับ” พร้อมเสริมว่า การมาเยือนของทีมแพทย์ช่วยให้เขาสามารถรับยาได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ไทสันเป็นหนึ่งในผู้ป่วยมากกว่า 180 คนที่ทีมแพทย์ข้างถนนของหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งนี้ได้ทำการรักษา นับตั้งแต่เริ่มเปิดตัวโครงการในเดือนพฤศจิกายน ปี 2025 โดยทีมงานขนาดเล็กจำนวน 4 คน ได้ลงพื้นที่ตรวจรักษาผู้ป่วยไปแล้วมากกว่า 270 ครั้ง (ซึ่งรวมถึงการติดตามอาการซ้ำอีกหลายสิบครั้ง) โดยเป็นการนำบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานส่งตรงถึงกลุ่มคนไร้บ้าน ที่มักจะประสบปัญหาและยากลำบากในการเดินทางไปรับการรักษา ณ สถานพยาบาลแบบทั่วไป
เนื่องจากจำนวนประชากรไร้บ้านในเขตคลาร์กเคาน์ตี (Clark County) ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีมแพทย์ข้างถนนของหน่วยงานฯ จึงเตรียมความพร้อมที่จะขยายการให้บริการ โดยใช้เงินทุนสนับสนุนจำนวน 490,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการผู้บริหารเขตคลาร์กเคาน์ตีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา งบประมาณส่วนนี้จะช่วยให้ทางทีมสามารถจ้างพยาบาล ผู้ช่วยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมศาสตร์เข้ามาเสริมทีมได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ ในช่วงเวลาที่ความร้อนจัดของฤดูร้อนระลอกใหม่กำลังสร้างความเสี่ยงสูงต่อผู้คนที่ต้องอาศัยอยู่กลางแจ้ง สำหรับการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยผ่านคลินิกเคลื่อนที่นี้ โดยทั่วไปจะครอบคลุมสิทธิสวัสดิการผ่านระบบ Medicare และ Medicaid
คลินิกไร้กำแพง
แมรี บัตกัส (Mary Butkus) ผู้ซึ่งต้องเผชิญกับภาวะการไร้บ้านมาตลอด 8 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า การมาเยือนของทีมแพทย์ช่วยให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขมีความเป็นไปได้ ในแบบที่คลินิกทางการแพทย์แบบทั่วไปมักจะไม่สามารถทำได้ โดยปัจจุบัน บัตกัสอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกของลาสเวกัสร่วมกับสุนัขของเธอภายในเต็นท์บนที่ดินว่างเปล่าซึ่งอยู่ติดกับทางหลวงสาย Interstate 11
“พวกเขามีทีมงานที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ ฉันดีใจจริง ๆ ที่เรามีพวกเขา เพราะฉันไม่สามารถเดินทางไปหาหมอเองได้เลย” บัตกัสกล่าว
หลุยส์ เลซี (Louis Lacey) ผู้อำนวยการทีมช่วยเหลือผู้ไร้บ้านจากองค์กร HELP of Southern Nevada ได้กล่าวสนับสนุนความเห็นของบัตกัสเช่นกันว่า:
“เมื่อคุณต้องอาศัยอยู่ในค่ายพักคนไร้บ้าน ข้าวของทุกชิ้นที่คุณครอบครองจะอยู่ที่นั่นหมด และไม่ว่าเวลาไหน ทางการก็อาจเข้ามาสั่งรื้อถอนและทำความสะอาดพื้นที่นั้นได้ทุกเมื่อ” เลซีกล่าว “คุณอาจจะเพิ่งออกจากโรงพยาบาล กลับมาที่เต็นท์ของคุณ แล้วพบว่าทรัพย์สินทุกอย่างหายไปหมดแล้วหรือต่อให้ไม่ได้โดนทางการรื้อถอน กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเพื่อนหรือคนอื่น ๆ ก็อาจจะโผล่มาค้นค่ายพักแล้วขโมยสิ่งของมีค่าของคุณไปจนเกลี้ยง”
เขาเสริมอีกว่า:
“ถ้าคุณมีสัตว์เลี้ยงแล้วไม่มีใครช่วยเฝ้าให้ ในขณะที่คุณจำเป็นต้องไปรับการรักษาทางการแพทย์ คุณก็อาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดใจยอมปล่อยสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นไป”
ในวันที่ต้องออกปฏิบัติการลงพื้นที่ รถยนต์ของทีมแพทย์ข้างถนนจะขับเข้าไปตามสวนสาธารณะ ค่ายพักคนไร้บ้าน และที่ดินว่างเปล่าทั่วทั้งแถบลาสเวกัสแวลลีย์ หลง ตราน (Long Tran) พยาบาลเวชปฏิบัติจะขนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ลงจากรถ ในขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนทักทายพูดคุยกับบรรดาผู้ป่วย ซึ่งหลาย ๆ คนพวกเขารู้จักชื่อกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เครื่องวัดความดันโลหิต หูฟังตรวจฟังเสียงหัวใจและปอด หลอดทดลองสำหรับตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเป้สะพายหลัง ถูกนำมาใช้ปฏิบัติงานแทนห้องตรวจโรคแบบเดิม ๆ โดยผู้ป่วยจะได้รับบริการการรักษาพยาบาลไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม
ทีมแพทย์ให้การรักษาตั้งแต่ภาวะความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคเบาหวาน การติดเชื้อทางผิวหนัง และบาดแผลต่าง ๆ โดย ตราน สามารถสั่งจ่ายและต่ออายุใบสั่งยา ทำการตรวจวินิจฉัย รวมถึงช่วยประสานงานหรือนำส่งผู้ป่วยไปยังศูนย์สุขภาพชุมชนเนวาดาตอนใต้ในลาสเวกัส ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยสามารถเริ่มสร้างประวัติการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานในระยะยาวได้ ในระหว่างที่ทีมแพทย์ข้างถนนยังคงลงพื้นที่ติดตามดูแลอาการอย่างต่อเนื่อง
“เราให้การรักษาพวกเขาสำหรับทุกความเจ็บป่วยฉุกเฉินเฉพาะหน้า” ตราน กล่าว “หากพวกเขาจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน เราก็สามารถเริ่มขั้นตอนการรักษาให้ก่อนได้ จากนั้นจึงแนะนำให้พวกเขาไปติดตามอาการต่อกับทีมแพทย์ประจำสถานพยาบาลของเรา” ที่ศูนย์สุขภาพ
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานบริการสุขภาพระบุว่า เป้าหมายของโครงการนี้ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่ระบบการรักษาพยาบาลแบบเดิม หากแต่ทีมแพทย์ข้างถนนจะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการเริ่มรักษาในเบื้องต้น พร้อมทั้งประสานงานส่งต่อให้พวกเขาได้เข้าถึงการดูแลรักษาทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอาจไม่มีโอกาสได้รับเลยหากไม่มีโครงการนี้
เจ้าหน้าที่ระบุเสริมว่า ตัวโครงการนี้เติบโตและพัฒนามาจากช่องว่างทางบริการที่บุคลากรทางการแพทย์และองค์กรช่วยเหลือคนไร้บ้านได้เคยหารือร่วมกันมาเป็นเวลาหลายปี
การวางแผนสำหรับโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 2025 และหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งเนวาดาตอนใต้ก็ได้เปิดให้บริการรักษาผู้ป่วยข้างถนนรายแรกในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน หลังจากใช้เวลาหลายเดือนในการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่ายชุมชนเพื่อระบุถึงความต้องการทางการแพทย์ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองในกลุ่มคนไร้บ้าน โดย แชนนอน พิกเคอริง (Shannon Pickering) ผู้ดูแลทีม ได้กล่าวว่า นี่ถือเป็นโครงการแรกในลักษณะนี้ของทางหน่วยงานบริการสุขภาพ
พิกเคอริง ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสุขภาพชุมชนของหน่วยงานฯ กล่าวว่า องค์กรช่วยเหลือที่ลงพื้นที่อยู่ในปัจจุบันรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนที่ไม่มีใบอนุญาตต่างก็ช่วยผู้คนในการหาอาหาร น้ำ ที่พักพิง และทรัพยากรด้านที่อยู่อาศัยกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่หลายฝ่ายยังขาดแคลนไป นั่นคือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งสามารถวินิจฉัยโรค สั่งจ่ายยา และให้การรักษาโรคในลงพื้นที่จริงได้
“ในตอนนั้น มีบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอเลยครับที่จะออกลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือในมิติของการรักษาพยาบาลโดยตรง” พิกเคอริงกล่าว
พิกเคอริง และ เลซี (ผู้อำนวยการทีมช่วยเหลือผู้ไร้บ้านจากองค์กร HELP of Southern Nevada) ระบุว่า องค์กร HELP ได้มีส่วนช่วยให้หน่วยงานบริการสุขภาพเห็นถึงช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน และในปัจจุบัน ทั้งสององค์กรก็มักจะลงปฏิบัติงานในพื้นที่ร่วมกันอยู่เสมอ โดยเลซีกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ของ HELP มักจะพบเจอกับผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อยู่เป็นประจำ แต่เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่คลินิเชียน (แพทย์/พยาบาล) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จึงไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลด้วยตนเองได้ เลซีกล่าวด้วยว่า บริการการรักษาพยาบาลที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือในเขตคลาร์กเคาน์ตี เคยมีอยู่อย่างจำกัดอย่างมาก ก่อนที่หน่วยงานบริการสุขภาพจะเปิดตัวทีมแพทย์ข้างถนนนี้ขึ้นมา
“หน่วยงานบริการสุขภาพกำลังใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพและเข้มข้นยิ่งขึ้น ในการให้บริการทางการแพทย์เชิงรุกในพื้นที่ แก่กลุ่มคนที่กำลังประสบภาวะไร้บ้าน” เขากล่าว
เหตุใดการติดตามอาการจึงเป็นเรื่องสำคัญ
การลงพื้นที่ตรวจรักษาเพียงครั้งเดียวนั้น น้อยนักที่จะถือเป็นการสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างทีมแพทย์ข้างถนนและผู้ป่วยของพวกเขา งานส่วนใหญ่ของทีมแพทย์จะเน้นไปที่การกลับไปติดตามอาการของผู้ป่วยคนเดิม โดยพิกเคอริงกล่าวว่า วันจันทร์ส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรไว้สำหรับการลงพื้นที่ติดตามอาการโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ตรวจเช็กว่ายารักษาโรคนั้นได้ผลดีหรือไม่ บาดแผลเริ่มสมานตัวแล้วหรือยัง หรืออาการติดเชื้อตอบสนองต่อการรักษาหรือไม่
สำหรับผู้ป่วยที่กำลังฟื้นตัวจากการติดเชื้อ มักจะได้รับการนัดตรวจซ้ำภายในไม่กี่วัน ในขณะที่ผู้ป่วยที่ต้องจัดการกับโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน อาจได้รับการเข้าเยี่ยมตรวจเช็กอาการอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงระยะเวลาหลายเดือน
“บางครั้งการติดตามอาการอาจเป็นในอีกหนึ่งเดือน” พิกเคอริงกล่าว “แต่บางครั้งการติดตามอาการก็อาจเป็นในอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์”
พิกเคอริงกล่าวเสริมว่า ความสม่ำเสมอในการลงพื้นที่นี้ มีส่วนช่วยอย่างมากในการสร้างความไว้วางใจให้กับกลุ่มผู้ป่วย ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะมีเหตุผลน้อยมากที่จะไว้วางใจบุคลากรทางการแพทย์
“เราพยายามที่จะสร้างความสม่ำเสมอค่ะ” เธอส่งท้าย “พวกเราเดินทางไปยังทุกที่ที่มีคนไร้บ้านอาศัยอยู่”
นอกจากนี้ ทีมแพทย์ข้างถนนยังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคีเครือข่ายในชุมชน ซึ่งรวมถึงองค์กร HELP of Southern Nevada, พันธมิตรผู้ไร้บ้านแห่งเนวาดา (Nevada Homeless Alliance), สวัสดิการสังคมเขตคลาร์กเคาน์ตี (Clark County Social Services), กองทัพสัลเวชัน (The Salvation Army) ตลอดจนองค์กรและทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ไร้บ้านอื่น ๆ
โฆษกของเขตคลาร์กเคาน์ตีได้ปฏิเสธที่จะส่งตัวแทนจากแผนกสวัสดิการสังคมของเขตมาเข้ารับการสัมภาษณ์
“สวัสดิการสังคมเขตคลาร์กเคาน์ตีอาจจะยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมอะไรมากนักที่จะให้ในขณะนี้” เจนนิเฟอร์ คูเปอร์ (Jennifer Cooper) โฆษกประจำเขต กล่าวผ่านอีเมล
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานบริการสุขภาพระบุว่า เครือข่ายความร่วมมือเหล่านี้ ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือเดิมอยู่แล้ว ซึ่งทำให้การเริ่มต้นขั้นตอนการรักษา ตลอดจนการส่งต่อผู้คนให้เข้าถึงการดูแลรักษาทางการแพทย์ระยะยาวและทรัพยากรด้านที่อยู่อาศัย เป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
“เป้าหมายของเราคือการให้บริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานที่กลุ่มคนไร้บ้านต้องการตามท้องถนน” พิกเคอริงกล่าว พร้อมเสริมว่า หน่วยงานบริการสุขภาพยังมี “เป้าหมายที่จะช่วยให้พวกเขาได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และได้เข้าสู่ระบบการดูแลสุขภาพระยะยาวในสถานพยาบาลแบบดั้งเดิมอีกด้วย”
การเอาชีวิตรอดในอีกหนึ่งฤดูร้อน
ในขณะที่อุณหภูมิยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 องศาฟารนไฮต์ สิ่งของในเป้สะพายหลังของทีมแพทย์ข้างถนนก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลเช่นกัน นอกจากเครื่องวัดความดันโลหิตและอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ แล้ว ทีมแพทย์ยังพกน้ำดื่ม ซองเกลือแร่ ครีมกันแดด เจลว่านหางจระเข้ ผ้าเย็น หมวก แว่นกันแดด รวมถึงเอกสารให้ความรู้ที่อธิบายถึงสัญญาณเตือนของภาวะเพลียแดด และโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกติดตัวไปด้วย
แจ็กกี สไปเซอร์ (Jackie Spicer) ผู้ประสานงานพันธมิตรจากกลุ่ม Nevada Environmental Justice Coalition กล่าวว่า กลุ่มคนที่กำลังประสบภาวะไร้บ้าน มักจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศและอุณหภูมิอันเป็นอันตรายอย่างต่อเนื่อง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เดินทางกลับเข้าสู่ภายในอาคารบ้านเรือนแล้วก็ตาม เธอกล่าวเสริมว่า ซึ่งต่างจากคนที่มีเครื่องปรับอากาศ ผู้ที่ต้องอาศัยอยู่กลางแจ้งอาจต้องใช้ชีวิตทั้งวันและทั้งคืนท่ามกลางความร้อนจัด
เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นถนนคอนกรีตหรือยางมะตอยที่ร้อนจัดสามารถก่อให้เกิดบาดแผลไหม้พุพองได้ และคนไร้บ้านบางรายถึงขั้นต้องเข้าไปอาศัยอยู่ตามอุโมงค์หรือทางระบายน้ำเพื่อคลายความร้อน เนื่องจากอุณหภูมิในจุดนั้นเย็นกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงอันตรายก็ตาม
“หากผิวหนังของพวกเขาสัมผัสกับพื้นทางเท้า พวกเขาอาจได้รับบาดเจ็บจากแผลไหม้ระดับสาม (Third-degree burns – แผลไหม้รุนแรงลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อ) เพียงแค่จากการสัมผัสเท่านั้นค่ะ” สไปเซอร์กล่าว
แอเรียล ชวานาร์ด (Ariel Choinard) ผู้นำห้องปฏิบัติการวิจัยความร้อนแห่งเนวาดา ณ สถาบันวิจัยทะเลทราย กล่าวว่า อากาศที่ยังคงร้อนจัดในยามค่ำคืนถือเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันขัดขวางไม่ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและปรับตัว หลังจากที่ต้องเผชิญกับความร้อนสะสมสะสมมาอย่างยาวนานตลอดทั้งวัน
“อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงกลางคืนที่ยังคงสูงอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งค่ะ เพราะผู้คนจะมีโอกาสน้อยลงในการระบายความร้อน และไม่มีช่วงเวลาให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการปะทะความร้อนอย่างจริงจัง” เธอกล่าว
เธอกล่าวเสริมอีกว่า:
“ศูนย์พักพิงคลายร้อน (Cooling stations) มักจะเปิดให้บริการตามเวลาทำการปกติ ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่ต้องการสถานที่คลายความร้อนหลังจากที่ห้องสมุดหรือศูนย์นันทนาการปิดทำการแล้ว ตัวเลือกและทรัพยากรช่วยเหลือที่มีให้ใช้งานก็นับว่ามีจำกัดมากค่ะ”
ในท้ายที่สุด การแพทย์ข้างถนนจึงเป็นมากกว่าแค่รูปแบบการบริการทางการแพทย์เชิงรุก แต่มันคือเข็มทิศที่คอยเตือนสติสังคมว่า ความเจ็บป่วยไม่เคยเลือกสถานที่ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกยึดคืนเพียงเพราะคน ๆ นั้นไม่มีหลังคาปกคลุม การยื่นมือเข้าไปดูแลผู้ป่วยริมฟุตบาทจึงเป็นก้าวสำคัญในการข้ามผ่านความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบสาธารณสุขจะโอบรับทุกชีวิตเอาไว้ โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้บนข้างทางอีกต่อไป
ไม่เพียงแต่ในลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เท่านั้น ที่รัฐต้องจัดตั้งทีมแพทย์ลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยไร้บ้านถึงริมฟุตบาท แต่ในประเทศไทย โมเดล ‘สุขภาวะข้างถนน’ ก็กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน นำโดย นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ และ บริษัท สุขภาวะข้างถนน จำกัด ร่วมกับภาคีเครือข่าย นำชุดตรวจ หูฟัง และยารักษาโรค สะพายเป้ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพ ทำแผล และจัดตั้งบ้านพักฟื้นทางการแพทย์ชั่วคราวให้แก่คนไร้บ้าน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นฟุตบาทในเนวาดาหรือริมถนนในกรุงเทพฯ “สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาล ไม่ควรถูกยึดคืนเพียงเพราะไม่มีหลังคาบ้าน”
ทลายกำแพงโรงพยาบาล: จากลาสเวกัส สู่ ‘สุขภาวะข้างถนน’ องค์กรที่เข้ามาอุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะของคนไร้บ้านในไทย
ภาพของทีมแพทย์เคลื่อนที่ในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ที่เดินเท้าเข้าหาคนไร้บ้านพร้อมกระเป๋าเป้อุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อตรวจวัดความดัน ทำแผลติดเชื้อ และจ่ายยารักษาโรคเรื้อรังริมฟุตบาท อาจฟังดูเหมือนเรื่องราวในต่างแดน แต่ในประเทศไทย “สุขภาวะข้างถนน” (Street Medicine) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทว่ากำลังถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบผ่าน บริษัท สุขภาวะข้างถนน จำกัด นำโดย นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ ร่วมกับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ สหวิชาชีพอาสาสมัครที่มาร่วมออกหน่วยเคลื่อนที่
ช่องว่างทางสาธารณสุข: เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่นอน แต่คือพื้นที่ฟื้นฟู
จากการศึกษาสถานะสุขภาพคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครโดย นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า เมื่อคนไร้บ้านเจ็บป่วย มีคนไร้บ้านมากกว่าร้อยละ 30 ที่เลือกจะปล่อยให้อาการหายเอง หรือซื้อยากินเองจากร้านขายยาใกล้บ้าน โดยจะยอมก้าวเข้าสู่โรงพยาบาลก็ต่อเมื่อมีอาการหนักเกินกว่า 5 วันไปแล้วเท่านั้น
ปัจจัยสำคัญไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสารสิทธิหรือค่าใช้จ่าย แต่คือ “ภาวะไม่มีบ้านให้พักฟื้น” ในระบบสุขภาพปกติ เมื่อผู้ป่วยได้รับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินและได้รับการรักษาจากโรงพยาบาล แต่ไม่เข้าเกณฑ์ที่ต้องนอนรับการรักษาในโรงพยาบาล (Admit) ทางโรงพยาบาลจะจำหน่ายผู้ป่วยกลับไปฟื้นตัวที่บ้าน แต่สำหรับคนไร้บ้าน “บ้าน” ของพวกเขาคือริมฟุตบาทหรือใต้สะพานลอย การต้องกลับไปนอนบนพื้นคอนกรีตที่สกปรก ชื้น หรือร้อนจัด ทำให้แม้กระทั่งแผลเล็กๆ หรือไข้หวัดธรรมดา สามารถลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดจนอันตรายถึงชีวิต
3 กลไกหลักของ ‘บริษัท สุขภาวะข้างถนน จำกัด’ ในการอุดรอยรั่ว
เพื่อปิดช่องว่างเชิงระบบที่ภาครัฐยังครอบคลุมไม่ถึง ทีมงานสุขภาวะข้างถนน จึงได้พัฒนานวัตกรรมสังคมบริการสุขภาพที่จำเพาะต่อคนไร้บ้านขึ้น โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ:
- หน่วยตรวจรักษาเคลื่อนที่ (Mobile Clinic): เช่นเดียวกับโมเดลในลาสเวกัส ทีมแพทย์และพยาบาลอาสาจะลงพื้นที่ไปยังจุดปักหลักของคนไร้บ้าน (เช่น บริเวณตรอกสาเก ร่วมกับภาคีอย่างมูลนิธิอิสรชน) เพื่อตรวจวินิจฉัย ทำแผล จ่ายยา และให้การรักษาเฉพาะหน้า
- บ้านพักพิงชั่วคราวทางการแพทย์ (Respite Care): นี่คือหัวใจสำคัญที่โดดเด่นของไทย โดยจัดให้มีพื้นที่พักฟื้น พร้อมอาหารและการดูแลโดยนักจัดการรายกรณี (Case Manager) สำหรับคนไร้บ้านที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหรือป่วยหนักแต่ไม่ถึงขั้น Admit เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูเต็มที่ในระยะเวลา 2–4 สัปดาห์ ก่อนกลับไปใช้ชีวิต
- ดนตรีบำบัดและการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ: นอกจากการรักษาแผลกาย ทีมงานยังใช้ดนตรีบำบัดแบบกลุ่ม เพื่อช่วยจัดการความเครียด ปรับอารมณ์ และสร้างทักษะทางสังคม ให้คนไร้บ้านพร้อมกลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง
สะพานเชื่อมโอกาส และเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
ทีมสุขภาวะข้างถนน จำกัด ย้ำชัดเจนว่า การลงพื้นที่ริมถนนไม่ใช่การเข้าไปทดแทนโรงพยาบาล แต่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” (Bridge) ในการสร้างความไว้วางใจ เมื่อคนไร้บ้านได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี พวกเขาจะเริ่มไว้วางใจบุคลากรทางการแพทย์ นำไปสู่การประสานงานทำบัตรประชาชน การคืนสิทธิบัตรทอง และส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาหลักในระยะยาวต่อไป
“มนุษย์ทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน”
เป้าหมายสูงสุดขององค์กรสุขภาวะข้างถนน จึงไม่ใช่แค่การรักษาคนไข้รายคนริมฟุตบาทไปเรื่อยๆ แต่คือการนำ “ข้อมูลและประสบการณ์จริงจากข้างถนน” ไปขับเคลื่อนเชิงนโยบายกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น สปสช. กทม. และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเซ็ตระบบบริการสุขภาพที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไร้บ้านในระดับประเทศอย่างยั่งยืน
บทสรุป
บทเรียนจากลาสเวกัสมาถึงไทยด้วยข้อสรุปเดียวกันว่า ความเจ็บป่วยไม่เคยเลือกสิทธิ และไม่เคยเลือกสถานที่ การทำงานของทีมสุขภาวะข้างถนน จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ สามารถก้าวข้ามกำแพงอิฐปูนของโรงพยาบาล เพื่อหยิบยื่น ‘ทางรอด’ และ ‘ศักดิ์ศรี’ คืนให้แก่คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางได้อย่างแท้จริง
รายงานโดย: ลูคัส เฮลล์เบิร์ก (Lucas Hellberg)
สำนักข่าว: Las Vegas Review-Journal
