อัตราคนไร้บ้านในชนบทของอังกฤษ พุ่งสูงขึ้น 115% ในสองปีที่ผ่านมา
สำนักข่าว The Guardian รายงานว่าสภาวะไร้บ้านในชนบทของอังกฤษ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 115 ตอนนี้มีคนไร้บ้านในชนบทมากถึง 19,975 คน
สำนักข่าว The Guardian รายงานว่าสภาวะไร้บ้านในชนบทของอังกฤษ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 115 ตอนนี้มีคนไร้บ้านในชนบทมากถึง 19,975 คน
การเป็นคนไร้บ้านเองก็มีที่ทางอยู่ในภาษาในชีวิตประจำวันและภาษาข่าว – ในฐานะสัญลักษณ์ของ “อันตราย” “อาชญากรรม” “ความสกปรก” “ภาชนะรองรับความเห็นใจ เมตตา เอื้ออาทร” “เดนมนุษย์” “ความล้มเหลว” และ “ส่วนเกินของสังคมที่ต้องกำจัดให้ได้” และด้วยมายาคติเหล่านี้เอง คนทั่ว ๆ ไปจึงตัดสินใจปฏิบัติกับคนไร้บ้านดุจเป็นอาชญากร
เมื่อการไม่มีที่อยู่อาศัยมั่นคงถูกตราว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของสังคม ผนวกกับอคติที่ผู้คนมีต่อบุคคลที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ร่างกายของคนไร้บ้านจึงไม่ต่างอะไรจากเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปไล่รังควาน หรือตกเป็นเป้านิ่งให้ผู้บังคับใช้กฎหมายเล่นงาน
เราคงเคยได้ยินกันว่า การให้เงินคนไร้บ้านไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือพวกเขา เพราะไร้บ้านอาจนำเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่าย หรือนำเงินไปซื้อเหล้าซื้อยาเสพติด ทว่าผลวิจัยใหม่จากแคนาดากลับพิสูจน์สิ่งที่ตรงกันข้าม
ขอชวนทุกคนมา ‘ตั้งใจมอง’ คนไร้บ้านด้วยการผ่านการดูหนัง หนังที่มีตัวละครนำเป็นเด็กทั้ง 6 เรื่องนี้ ดูเผินๆ แล้วอาจเป็นหนังประเภทก้าวผ่านวัย (coming of age) ธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อสังเกตจะพบว่าชีวิตของเด็กๆ ในหนังเหล่านี้ล้วนเสนอแง่มุมที่แตกต่างกันเกี่ยวกับ ‘ความไร้บ้าน’ พวกเขาต่างมีเหตุผล มีความสุข ความทุกข์ และการดิ้นรนต่อสู้ของพวกเขาเอง
จำนวนคนไร้บ้านเพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่องค์กรต่างๆ เชื่อว่าตนได้ช่วยคนไร้บ้านส่วนใหญ่ให้ไม่ต้องนอนในพื้นที่สาธารณะ คนไร้บ้านที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือกว่าสองในสามเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ ซึ่งตกอยู่ในสภาวะไร้บ้านจากพิษโควิด ปัญหานี้น่าจะรุนแรงขึ้นเมื่อมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ถูกพักงานและคำสั่งห้ามไล่ผู้เช่าหมดลง
เมื่อตัวแปรของความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นแปลว่า ความเป็นไปได้ที่คนจะประสบภาวะไร้บ้านก็เพิ่มขึ้น บางอันเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่ก็เกี่ยวนะ
ผศ.ดร. พีระ ตั้งธรรมรักษ์ ผู้ขับเคลื่อนโครงการ ‘ศึกษาโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไร้บ้านด้วยการวิจัยภาคสนาม’ เดินหน้าสร้างสรรค์ ‘แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์’ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้คน 1 คนเปลี่ยนสถานะไปสู่คนไร้บ้านอย่างเต็มตัว โดยคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในต้นปี 64 ทว่า ระหว่างเส้นทางเดินในงานวิจัยชิ้นนี้ มี ‘ของแถม’ คือ ‘ข้อสังเกต’ อันมีนัยยะสำคัญที่นำไปสู่แนวคิดที่ว่า การช่วยเหลือคนไร้บ้าน อาจไม่สามารถนำนโยบายเดียวไปใช้กับคนทุกกลุ่มได้
อนาคตสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่ชายขอบยิ่งเลือนราง และประชากรในสังคมมีสิทธิจะร่วงหล่นสู่สภาวะเปราะบางได้ง่ายขึ้น หากไม่มีการจัดการวิกฤติสภาพภูมิอากาศไปพร้อม ๆ กับความอยุติธรรมในสังคม ทุกพื้นที่คือกายภาพแห่งความเหลื่อมล้ำ
สภาวะไร้บ้านส่งผลต่อคนไร้บ้านในหลากหลายด้าน บางอย่างก็เป็นผลกระทบที่เราอาจคาดไม่ถึง แต่ก็ล้วนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต และชีวิตจิตใจของคนไร้บ้านทั้งสิ้น
บทความจาก New York Times รายงานสภาพความเป็นอยู่ของเด็กไร้บ้านในนิวยอร์ก เปิดเผยว่าเด็กไร้บ้านในโรงเรียนรัฐกว่า 100,000 คน ไม่มีที่อยู่อาศัยถาวร และชีวิตติดแหง็กอยู่ในเขาวงกตของระบบราชการ
สังคมไทยยังคงไม่เข้าใจภาวะไร้บ้านสักเท่าไรนัก มายาคติอย่างประโยคข้างต้นสะท้อนภาพจำที่บิดเบี้ยวของสังคมต่อคนไร้บ้าน และส่งผลต่อคนไร้บ้านในทุกระดับ ตั้งแต่ปฎิกิริยาของคนต่อคนไร้บ้าน จนกระทั่งการกำหนดนโยบายเชิงสังคม